แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงวิจิตรวาทการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงวิจิตรวาทการ แสดงบทความทั้งหมด

30 เมษายน 2556

จากเด็กชายกิมเหลียง กว่าจะเป็นหลวงวิจิตรวาทการที่โลกรู้จัก ตอนที่ 2

หลังจากหลวงวิจิตรวาทการลาออกจากราชการ ท่านก็ได้ใช้ชีวิตการเป็นนักหนังสือพิมพ์และนักประพันธ์อย่างเต็มตัวและเต็มที่
แต่ต่อมาไม่นาน ด้วยความรู้ความสามารถและสำนึกในการทำงานเพื่อส่วนรวม ท่านจึงได้รับการชักนำให้กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง โดยหักเหไปทำงานด้านการศึกษา เริ่มจากการเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และต่อมาใน พ.ศ.2477 ท่านก็ได้รับตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร

ภาพนิ่ง1
การได้เป็นอธิบดีกรมศิลปากรนี้ เจ้าของประวัติเคยเล่าว่า ด้วยความที่ตัวท่านเองรักการอ่านการเขียนและงานหนังสือแต่ดั้งเดิมมาแล้ว ในช่วงที่ทำงานการทูตอยู่ที่ปารีส ท่านตั้งเจตจำนงแน่วแน่ว่าอยากจะหักเหมาทำงานเกี่ยวกับหอสมุดหรือหนังสือ ซึ่งฝันของท่านก็ได้เป็นจริงเมื่อได้มาเป็นอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งควบคุมดูแลหอสมุดแห่งชาติอยู่ด้วย

แต่งานในกรมศิลปากรไม่ได้มีเฉพาะงานในหอสมุด ทว่าภารกิจยังครอบคลุมถึงงานศิลปะทุกแขนง หลวงวิจิตรวาทการซึ่งออกตัวว่า “…ข้าพเจ้าไม่ได้เกิดมาเป็นนักศิลปะ…” จึงจำต้องเรียนรู้งานเพิ่มเติมมากพอสมควร แต่ท่านก็ได้เรียนรู้และดำเนินงานตามแนวทางที่คนรุ่นเก่าวางไว้ได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรม จิตรกรรม งานช่าง งานพิพิธภัณฑ์ รวมถึงการสร้างสรรค์และพัฒนางานใหม่ คือ งานละครและการดนตรี ซึ่งถึงแม้จะมีบทบัญญัติในกฎหมายแล้วว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของกรมศิลปากร ทว่ากลับไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควรในขณะนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจำนวนไม่น้อยยังมองว่างาน “เต้นกินรำกิน ” เป็นงานชั้นต่ำ แต่ท่านอธิบดีก็ยังยืนหยัดเดินหน้าพัฒนางานด้านนี้ แม้ต้องพบเจออุปสรรคไม่น้อย เช่น การจัดตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางค์ขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางลบ การสร้างโรงละครด้วยงบที่ถูกโยนมาให้อย่างจำกัดจำเขี่ย แต่ด้วยความตั้งใจจริงของท่าน และผลงานที่ท่านสร้าง โดยเฉพาะบทละครคุณภาพอย่าง “เลือดสุพรรณ” ที่ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้งานละครและดนตรีที่ท่านบุกเบิกได้รับการสนับสนุนมากขึ้น จนเติบโตมาได้ถึงปัจจุบัน

ภารกิจพิเศษอีกอย่างหนึ่งในระหว่างที่หลวงวิจิตรวาทการดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร คือ “การปลูกต้นรักชาติ” ขึ้นในใจสำนึกของคนไทย ตามนโยบายของ “ท่านผู้นำ” จอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยใช้สื่อในรูปแบบละครประวัติศาสตร์และเพลงปลุกใจ ซึ่งหลวงวิจิตรวาทการได้ปฏิบัติภารกิจนี้อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา แม้สงครามสงบลงแล้ว ท่านก็ยังคงสร้างผลงานต่อเนื่องมาจนเกือบถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ผลงานที่ท่านสร้างไว้มีอยู่มากมายที่ยังคงเป็นอมตะมาถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะบทเพลงปลุกใจ เช่น เพลงตื่นเถิดชาวไทย เพลงเลือดสุพรรณ เพลงรักเมืองไทย  เพลงต้นตระกูลไทย เป็นต้น

หลวงวิจิตรวาทการ ได้แต่งงานกับนางสาวประภา ( ภายหลังเปลี่ยนเป็นประภาพรรณ ) รพิพันธุ์ อาจารย์โรงเรียนเบญจมราชาลัย บุตรีของขุนวรสาสน์ดรุณกิจ ( พุก รพิพันธุ์ ) หลังจากที่ทั้งคู่คบหาดูใจเป็นคู่รักกันมา 9 ปี โดยทำพิธีแต่งงาน ณ บ้านพักถนนศิริอำมาตย์ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2479 และมีบุตรด้วยกัน 7 คน เป็นชาย 6 หญิง 1

ในปีเดียวกับที่ท่านแต่งงาน หลวงวิจิตรวาทการได้เริ่มบทบาทหน้าที่ทางการเมือง ด้วยการเป็นรัฐมนตรีลอยควบคู่กับการเป็นอธิบดีกรมศิลปากร  ต่อมาใน พ.ศ.2483 เป็นรัฐมนตรีสั่งการกระทรวงศึกษาธิการ ,พ.ศ.2484 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนจะได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการฯในปีถัดมา

ในช่วงดังกล่าว ประเทศไทยต้องเข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ จอมพล ป.พิบูลสงครามให้ความร่วมมือกับทหารญี่ปุ่นซึ่งเป็นฝ่ายอักษะ ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ( ฝ่ายสหรัฐอเมริกา) หลววงวิจิตรวาทการซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีส่วนรับผิดชอบในการประกาศสงครามนั้นด้วย

ในระหว่างสงครามดำเนินอยู่ ใน พ.ศ.2486 หลวงวิจิตรวาทการได้ไปปฏิบัติหน้าที่เอกอัครราชทูตที่กรุงโตเกียว จนกระทั่งสงครามสงบด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร กองทัพอมเริกันเข้ายึดครองโตเกียว นายพลแมคอาร์เธอร์ ผู้บัญชาการกองทัพได้ออกหมายจับผู้ต้องหาเป็นอาชญากรสงครามในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 35 คน บุคคลลำดับที่ 35 คือ หลวงวิจิตรวาทการ

สองสัปดาห์หลังถูกประกาศจับ หลวงวิจิตรวาทการถูกควบคุมตัวไปกักบริเวณที่มิยาโนชิตาหนึ่งเดือน จากนั้นถูกย้ายไปขังบนยอดเขาโกร่า ก่อนจะถูกส่งตัวเข้ามาขังในคุกของสันติบาลไทยที่กรุงเทพฯเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2489
ติดคุกไทยอยู่สิบกว่าวัน หลวงวิจิตรก็ถูกนำตัวขึ้นสอบสวนในชั้นศาล ก่อนจะได้รับการพิพากษาให้ปล่อยตัว เนื่องจากพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามของไทยเพิ่งออกมาภายหลังท่านถูกจับ ซึ่งตามหลักกฏหมายจะไม่มีผลย้อนหลัง จึงถือเป็นโมฆะ

หลังจากได้รับการปล่อยตัว หลวงวิจิตรวาทการกลายเป็นคนตกงานอยู่ระยะหนึ่ง ท่านจึงได้กลับมาจับปากกาสร้างงานประพันธ์อีกครั้ง ได้สร้างผลงานออกมาอีกหลายสิบเล่ม

ใน พ.ศ.2491 จอมพล ป.พิบูลสงคราม และจอมพล ผิณ ชุณหะวัณ ได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลวงวิจิตรวาทการจึงได้กลับเข้ารับราชการ และท่านก็ได้รับงานการทูตอีกครั้ง โดยออกไปเป็นอัครราชทูตประจำประเทศอินเดีย ใน พ.ศ.2495 ย้ายไปประจำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และยูดกสลาเวียตามลำดับใน พ.ศ. 2496

ปลายปี 2500 จอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ทำการรัฐประการรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม และตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ หลวงวิจิตรวาทการได้กลับเข้ามารับตำแหน่งปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรี ( เทียบเท่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ) เป็นที่ปรึกษานายกฯ และช่วยงานต่างๆของรัฐบาลจอมพลสฤษฎิ์มากกว่า 20 หน้าที่ เป็นที่มาของกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากอีกครั้ง เนื่องจากท่านเคยมีภาพของการเป็นคนสนิทใกล้ชิดจอมพล ป.พิบูลสงครามที่ถูกปฏิวัติไป

หลวงวิจิตรวาทการ ได้รับพระราชทานยศ “พลตรี” ใน พ.ศ.2504 และปีนั้นเอง ที่สุขภาพของท่านก็เริ่มเสื่อมโทรมลง คุณหญิงประภาพรรณ ภริยา เคยขอร้องให้ท่านหยุดพักผ่อน แต่ท่านผัดผ่อนว่าขอทำงานต่ออีก 2 ปี ทว่าสังขารร่างกายไม่ตอบรับ ท่านล้มป่วยด้วยโรคหัวใจในปลายปีนั้น ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่ออาการเริ่มดีขึ้น จึงย้ายออกมาพักรักษาตัวที่บ้านพัก ซอยเกษม ถนนสุขุมวิท ก่อนจะเสียชีวิตในวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2505

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพของ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2505

29 เมษายน 2556

จากเด็กชายกิมเหลียง กว่าจะเป็นหลวงวิจิตรวาทการที่โลกรู้จัก

จากบทความ  “ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ นักปราชญ์ผู้อาภัพของเมืองไทย ” ผมได้นำเสนอเฉพาะบางแง่มุมในชีวิตที่แสดงถึงความเป็น “ปราชญ์” ของท่าน รวมถึงมุมอับในชีวิตที่น่าเห็นใจ มาถึงบทความนี้จะเป็นเรื่องราวชีวประวัติของท่านตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต

เนื้อหาที่ผมค้นคว้ามาเรียบเรียง ข้อมูลส่วนใหญ่ผมนำมาจากหนังสือ “รำลึก 100 ปี พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ บทคัดสรรว่าด้วยชีวประวัติและผลงาน ” ซึ่งมีเนื้อหาประวัติของท่านค่อนข้างละเอียด จากการเรียบเรียงของคุณเสฐียร พันธรังสี นักหนังสือพิมพ์อาวุโสผู้เคยใกล้ชิดกับหลวงวิจิตรวาทการ และบางส่วนก็เป็นบทบันทึกของเจ้าของประวัติเอง ผมจึงมั่นใจในความถูกต้องของข้อมูลมากพอสมควร

หลวงวิจตร.2jpg
หลวงวิจิตรวาทการ มีชื่อเดิมว่า กิมเหลียง วัฒนปฤดา ซึ่งฟังจากชื่อแล้วอาจจะคิดว่าท่านมีเชื้อสายจีน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ การที่ท่านได้ชื่อจีน เป็นเพราะในจังหวัดอุทัยธานี บ้านเกิดของท่านในขณะนั้นมีประเพณีพิเศษอย่างหนึ่ง คือการตั้งชื่อลูกหลานเป็นชื่อจีน ซึ่งอาจจะเนื่องด้วยการรับอิทธิพลของจีนมามากในเวลานั้น

เด็กชายกิมเหลียง เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2441 เวลา 04.00 น. ( โดยประมาณ )   ณ แพไม้ไผ่ฝาขัดแตะ ริมคลองสะแกกรัง จ.อุทัยธานี บิดาชื่อนายอิน มารดาชื่อนางคล้าย ทั้งคู่มีอาชีพค้าขาย ฐานะปานกลาง
การศึกษาของเด็กชายกิมเหลียง เริ่มต้นตั้งแต่การหัดเขียนหนังสือตามตัวอย่างที่บิดาเขียนใส่กระดานชนวนให้ไว้ก่อนออกไปค้าขาย ตั้งแต่กิมเหลียงอายุได้ 5 ขวบ ก่อนจะได้เข้าโรงเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนวัดขวิด ต.สะแกกรัง เมื่ออายุได้ 8 ขวบ ในระหว่างนั้น หลวงสกลรักษา นายอำเภอ ผู้เป็นตา ได้ชักชวนไปหัดเขียนร่างสำนวนฟ้อง ( งานเสมียน)อยู่เสมอ ซึ่งกิมเหลียงก็เรียนรู้ได้ดี น่าเสียดายที่พ่อแม่ไม่มีทุนทรัพย์ให้เรียนต่อ เมื่อจบชั้นประถมศึกษา พ่อแม่จึงพามาฝากให้อยู่กับพระมหาซุ้ย  ผู้เป็นอา ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร   เมื่อปี 2453

เณร
เมื่อมาอยู่ที่วัดมหาธาตุ กิมเหลียงได้เข้าเป็นนักเรียนบาลีวิทยาลัย ซึ่งเพิ่งก่อตั้งที่วัดเป็นรุ่นแรก เรียนอยู่ประมาณ 3 –4 ปี  มีความรู้พอจะสอบเปรียญได้ จึงบรรพชา และสอบได้เปรียญธรรม 3 – 4- 5 ประโยคตามลำดับ โดยสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยในปี พ.ศ.2459 ขณะอายุได้ 19 ปี ได้รับประกาศนียบัตรหมายเลข ๑ จากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และหลังจากนั้นก็ได้รับความไว้วางใจจาก พระศรีวิสุทธิวงศ์ ( เฮง เขมจารี ) ผู้อำนวยการสอนบาลีวิทยาลัยให้เป็นครูสอนของวิทยาลัยด้วย

ในราวหนึ่งปีถัดมา สามเณรกิมเหลียงซึ่งอายุครบ 20 ปีได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ แต่อยู่ได้แค่เดือนเดียวก็ออกมารับราชการที่กองการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ในตำแหน่งเสมียน เมื่อวันที่  16 พฤษภาคม  พ.ศ. 2461 โดยในระหว่างรับราชการ กิมเหลียงได้เรียนกฏหมายไปด้วย จนสอบได้ภาค 1 แต่ยังไม่ทันสอบภาค 2 ก็ต้องย้ายไปเป็นผู้ช่วยเลขานุการสถานฑูตไทยในกรุงปารีส ในปี พ.ศ.2463  ซึ่งการรับราชการที่ปารีสนี่เอง ทำให้กิมเหลียง ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงวิจิตรวาทการ ” ใน พ.ศ. 2467

ภาพนิ่ง2และในระหว่างรับราชการที่ปารีส หลวงวิจิตรวาทการก็ไม่ทอดทิ้งการใฝ่หาความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินเดือนเพื่อซื้อหนังสือมากกว่าอย่างอื่น การเข้าเรียนในโรงเรียนฝึกฝนมันสมอง ที่เรียกว่า Pelman Institute  การเข้าศึกษากฏหมายที่มหาวิทยาลัยปารีส ควบคู่กับการศึกษารัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์ โดยแต่ก็ไม่ทันได้รับปริญญาทั้งสองที่ เพราะต้องย้ายไปเป็นเลขานุการสถานฑูตไทยกรุงลอนดอน ใน พ.ศ.2469

การย้ายไปอยู่ลอนดอน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีของกิมเหลียง เพราะตอนที่อยู่ปารีส หลวงวิจิตรวาทการเคยบ่นว่า “….ข้าพเจ้าไม่รักงานการทูตเท่าไหร่นัก เห็นจะเป็นที่ต้องอยู่ภายใต้งานหนักและความยากลำบาก ประกอบกับความเข้มงวดกวดขัยของท่านอัครราชทูต….” ครั้นเมื่อมาอยู่ลอนดอน ท่านบอกว่า “….ดูเหมือนข้าพเจ้าจะชอบชีวิตในลอนดอนมากกว่าในปารีส…..”

แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขของคนเรามักจะสั้นเสมอ หลวงวิจิตรวาทการอยู่ในลอนดอนได้ไม่นาน ก็ถูกเรียกตัวกลับมารับราชการในเมืองไทย กลับมาคราวนี้ท่านได้หมุนเวียนปฏิบัติหน้าที่หลายตำแหน่งในกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่เป็นผู้ช่วยชั้นหนึ่ง กองที่ปรึกษา เป็นปลัดกองสันนิบาตชาติ เป็นหัวหน้ากองการกงสุล หัวหน้ากองการทูต หัวหน้ากองการเมือง จนกระทั่งได้เป็นอธิบดีกรมการเมือง เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2475

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย หลวงวิจิตรวาทการก็ยังคงปฏิบัติราชการในกระทรวงการต่างประเทศอย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่ภารกิจที่เพิ่มมาคือการปาฐกกถาให้ความรู้แก่พระภิกษุสามเณรในวัดมหาธาตุอย่างน้อยเดือนละครั้ง นอกจากนี้ ท่านยังใช้เวลาส่วนหนึ่งเขียนหนังสือ และตั้งโรงพิมพ์ “วิริยานุภาพ” ออกหนังสือพิมพ์วิชาการชื่อ “ดวงประทีป” ซึ่งดำเนินกิจการมาได้ระยะหนึ่งก็โอนกิจการให้กับบริษัท “ไทยใหม่” ส่วนตัวหลวงวิจิตรวาทการเองก็ได้ลาออกจากราชการมาเป็นนักเขียนของหนังสือพิมพ์ “ไทยใหม่” อย่างเต็มตัว

28 เมษายน 2556

พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ นักปราชญ์ผู้อาภัพของเมืองไทย

บุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่ผมชื่นชมความรู้ความสามารถและผลงานของท่านมาตั้งแต่เรียน ม.ต้น จนถึงปัจจุบัน จนไม่อาจละเลยการนำเอาเรื่องราวของท่านมาถ่ายทอดในบล็อก “ไอดอลแมน ” นี้ได้ คือ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ  ( พ.ศ.2446 – 2505 ) ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์อัจฉริยะของเมืองไทย


หลวงวิจิตรวาทการ

ก่อนที่จะนำเสนอประวัติ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ โดยละเอียด เรามาดูกันก่อนว่า สิ่งใดที่บ่งบอกความเป็นนักปราชญ์ของท่านบ้าง และเพราะอะไร ผมจึงกล่าวว่า พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นนักปราชญ์ผู้อาภัพ


ความเป็นปราชญ์ของท่านเริ่มฉายแววตั้งแต่วัย 5 ขวบก่อนที่จะได้เข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ ด้วยการเรียนเขียนตัวหนังสือไทยที่พ่อของท่านเขียนตัวอย่างใส่กระดานชนวนไว้ให้ก่อนจะออกไปค้าขายกับแม่ท่านทุกๆวัน ทางบ้านก็จะมียายคอยกำกับดูแลการเขียนหนังสือ และมีย่าคอยเล่านิยาย( วรรณคดี ) จำพวกรามเกียรติ์ ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี อิเหนา ให้ท่านฟังก่อนนอน จนเรื่องเหล่านั้นอยู่ในสมองท่านก่อนจะเริ่มหัดอ่านหนังสือได้เองด้วยซ้ำ


พออายุได้ 8 ขวบ ท่านได้เข้าเรียนในโรงเรียนวัดขวิด ตำบลสะแกกรัง อุทัยธานี บ้านเกิดของท่าน ในระหว่างนั้น คุณตาของท่าน คือ หลวงสกลรักษา นายอำเภอสะแกกรัง ก็ได้เรียกท่านไปหัดเขียนสำนวนฟ้อง ซึ่งท่านก็เรียนรู้ได้ดี แต่น่าเสียดายที่พ่อแม่ไม่มีทุนทรัพย์ให้เรียนต่อ ท่านจึงต้องหักเหมาเรียนทางธรรม โดยบรพพชาเป็นสามเณรที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์วรมหาวิหารเมื่อท่านอายุได้ 13 ปี

หลวงวิจิตรวาทการขณะเป็นสามเณร
  ท่านศึกษานักธรรมบาลี จนสำเร็จหลักสูตรนักธรรมชั้นเอก   และเปรียญธรรม 5 ประโยค เมื่อท่านอายุได้ 20 ปี โดยสอบได้ลำดับที่ 1 และได้รับประกาศนียบัตรจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ 6)


ว่ากันว่า ในระหว่างที่ศึกษานักธรรมบาลีนั้น ท่านยังแอบศึกษาวิชาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสควบคู่ไปด้วย จนมีความรู้แตกฉาน สามารถแปลพงศาวดารเยอรมันจากอังกฤษเป็นไทย โดยใช้นามปากกา “แสงธรรม”

หลังจากสำเร็จเรียนจบเปรียญธรรม 5 ประโยคเมื่ออายุ 20 ปี ท่านได้อุปสมบทอยู่หนึ่งเดือน ก่อนจะลาสิกขาบทออกมารับราชการ โดยเริ่มต้นที่กองการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และหลังจากนั้นท่านก็ได้รับราชการในตำแหน่งสำคัญๆของประเทศอีกหลายตำแหน่ง หลวงวิจิตรวาทการไม่ว่าจะเป็นเลขานุการสถานฑูตไทยในกรุงปารีสและกรุงลอนดอน หัวหน้ากองการกงสุล กองการฑูต และกองการเมือง ในกระทรวงการต่างประเทศตามลำดับ เป็นผู้ช่วยอธิบดีกรมการเมือง เป็นเจ้ากรมปกาสิต    ( ชื่อกรมในขณะนั้น) เป็นอธิบดีกรมศิลปรการคนแรก เป็นรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการหลายกระทรวง  เป็นเอกอัครราชฑูต และตำแหน่งสูงสุดของท่านก็เห็นจะเป็น ปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรี ( เทียบเท่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน )



หลวงวิจิตรวาทการ
ตลอดระยะเวลาที่ท่านรับราชการในตำแหน่งต่างๆดังกล่าว ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างเต็มกำลังความสามารถ  ได้สร้างคุณูประโยชน์ให้ประเทศชาติสืบต่อมาถึงรุ่นหลังไม่น้อย ที่เห็นเด่นชัดคือ ท่านเป็นผู้ปฏิวัติภาพลักษณ์ของอาชีพ “เต้นกินรำกิน” โดยการจุดประกายความสำคัญของการดนตรี ละคร และนาฏศิลป์ ในสมัยที่ท่านเป็นอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งแม้ในยุคแรกๆ ดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจหรือการให้ความสำคัญจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเท่าใดนัก แต่ท่านก็ยืนหยัดต่อสู้ จนกระทั่งวิชาชีพดังกล่าวได้รับการยอมรับในสังคมมาถึงทุกวันนี้

และในระหว่างการรับราชการ นอกจากการทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่แล้ว หลวงวิจิตรวาทการยังสรา้งสรรค์ผลงานด้านการประพันธ์ ปาฐกถา ออกมามากมาย โดยเฉพาะผลงานประพันธ์ที่ท่านชื่นชอบ และได้เริ่มงานประพันธ์เล็กๆน้อยๆมาตั้งแต่อายุ 16 –17 ก่อนจะมาจับงานนี้อย่างจริงจังตั้งแต่ท่านอายุ 29 ปีในระหว่างรับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ และได้ประพันธ์หนังสือต่างๆออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตท่านนับได้มากกว่า 100 เล่ม ซึ่งมีทั้งบทประพันธ์ที่เป็นนวนิยาย บทละคร บทเพลง ผลงานวิชาการ ซึ่งมีการกล่าวขวัญกันว่า ท่านเป็นผู้ที่มีสมองโลดแล่น และสร้างงานประพันธ์ได้รวดเร็วอย่างประหลาด และเป็นที่น่าทึ่งว่า ทั้งๆที่ท่านทำงาน ( รับราชการ ) หนักมาตลอด ( จะมีช่วงลาออกจากราชการไปเป็นเป็นนักประพันธ์อย่างเดียวก็แค่ไม่กี่ปี ) แต่ทำไมถึงยังสร้างสรรค์ผลงานที่ทรงคุณค่ามหาศาลออกมาได้ขนาดนั้น ท่านเอาเวลาที่ไหนไปเขียนไปแต่ง ซึ่งเจ้าตัวเคยให้คำตอบไว้อย่างน่าฟังว่า

“….อันที่จริงเวลาของคนเรานั้นย่อมจะมีอยู่เสมอ ถ้าหากมีความตั้งใจจริง ที่จะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ เวลาจะล่วงช้าไปถ้าเราใช้ประโยชน์ และจะล่วงเร็วไปถ้าเราไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์อะไร….”


เรื่องน่าทึ่งอีกอย่างที่หลายคนคงไม่รู้ คือ หลวงวิจิตรวาทการที่ได้ชื่อว่าเป็นนักพูดชั้นแนวหน้าของไทย ( ดูได้จากชื่อ วิจิตรวาทการ) แต่ตัวท่านเองกลับมีอาการ “ติดอ่าง” ซึ่งเหมือนกับเป็นการกลั่นแกล้งจากธรรมชาติให้ถ่วงดุลอำนาจกับมันสมองที่ปราชญ์เปรื่องของท่าน ว่ากันว่า ตัวท่านเองก็เคยท้อใจอยู่บ้างเวลาต้องออกไปพูดหรือปาฐกถาที่ใด แม้จะเรียบเรียงบทพูดมาเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ยังดีที่ว่า อาการติดอ่างนั้นจะเกิดขึ้นแค่ใน 2-3 นาทีแรก และต่อมาท่านก็ได้รักษาอาการนี้จนหายได้ในที่สุด

ด้วยความรู้ความสามารถระดับอัจฉริยะที่ท่านมีอยู่ น่าจะทำให้ชีวิตของท่านผู้นี้เป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นเหลือ เป็นตำนานแห่งบุคคลต้นแบบระดับแนวหน้าของเมืองไทย แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้นเสียทั้งหมด เพราะยังมีบางแง่มุมของชีวิตหลวงวิจิตรวาทการ ที่เป็นความอาภัพซึ่งควรได้รับความเห็นใจจากผู้ที่ได้ทราบ

จุดเริ่มต้นความอาภัพในชีวิตของท่าน อาจจะมาจากการเป็นนักประพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นในระหว่างที่ท่านรับราชการไปด้วย หรือช่วงที่ท่านลาออกจากราชการมาจับงานประพันธ์เต็มตัวอยู่ช่วงหนึ่ง แม้จะไม่ปรากฏว่าท่านมีความเป็นอยู่ที่ความยากลำบากหรือเดือดร้อนจากการเป็นนักประพันธ์  ซ้ำในทางตรงข้าม ดูเหมือนว่า ท่านจะประสบความสำเร็จในชีวิตการเป็นนักประพันธ์อย่างมากมายด้วยซ้ำ ถึงขนาดเคยเอ่ยปากเองว่า ผลจากการเป็นนักประพันธ์ในระหว่างที่ลาออกจากราชการ  ทำให้มีรายได้ดีกว่าช่วงที่รับราชการอยู่ด้วยซ้ำ และผลงานประพันธ์หลายชิ้นของท่านก็ยังคงเป็นอมตะมาถึงปัจจุบัน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ปราชญ์นักประพันธ์ท่านนี้ก็ยอมรับเองว่า ชีวิตนักประพันธ์โดยมากย่อมจะอาภัพ และอาภัพมากกว่าสาขาอาชีพอื่น นักเขียนคนหนึ่งกว่าจะได้รับเกียรติยศให้เข้าขั้นนักประพันธ์นั้นต้องทำงานอย่างเอาชีวิตเข้าแลกทุกคน นักประพันธ์คนหนึ่งกว่าจะเป็นนักประพันธ์ที่ดีได้ ต้องได้เคยช้ำอกช้ำใจมาแล้วตั้งหลายครั้งหรือเกือบตลอดชีวิต และท่านก็เคยสั่งเสียไว้ว่า ถ้าจะเป็นนักประพันธ์ ก็ต้องตรึกตรองดูให้ดีก่อนว่าจะยอมตายหรือไม่ ถ้ายังไม่สมัครใจใจที่จะอดตายก็ควรเลิกความคิดที่จะเป็นนักประพันธ์

จากแนวคิดของท่าน สะท้อนให้เห็นถึงวิถึชีวิตของนักประพันธ์ในสมัยนั้นว่าอาภัพเพียงใด แม้จะไม่ได้บอกกล่าวถึงชีวิตของตัวเองโดยตรง แต่ก็น่าจะทำให้คิดได้ว่า ท่านคงต้องเคยผ่านวิถีชีวิตแบบนั้นมาแล้วไม่มากก็น้อย
มุมชีวิตที่น่าเห็นใจอีกอย่างหนึ่งของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการก็คือ หลายครั้งที่ความรู้ความสามารถที่ท่านมี กลับไม่ได้ช่วยให้ท่านโดดเด่นขึ้นมาเท่าที่ควร ซ้ำบางช่วงเวลา ยังเกือบจะทำให้ท่านเดือดร้อนเสียอีก โดยเฉพาะบนวิถีทางการเมือง!!!!!

ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง พ.ศ.2475 โดยคณะราษฎร์ ซึ่งหลายคนที่เป็นผู้นำในกลุ่มดังกล่าว ( หนึ่งในนั้นคือ ท่านปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ) เป็นเพื่อนสนิทของหลวงวิจิตรวาทการ แต่ตัวท่านเองกลับไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมกลุ่ม และแม้เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ท่านก็ไม่ได้มีรายชื่อเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนั้นไปต่างๆนานา บ้างก็ว่าเพราะท่านกลัวราชภัยจึงไม่กล้าเข้าร่วมแต่แรก แต่จะคอยหาโอกาสชุบมือเปิบภายหลัง และเมื่อท่านก่อตั้งคณะการเมืองขึ้นภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เสมือนว่าจะแข่งกับคณะราษฎร์ ก็ยิ่งเหมือนเพิ่มประแสวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น  แต่ท่านก็ไม่ได้ออกมาชี้แจงหรือให้ความกระจ่างในเรื่องนี้มากนัก นอกจากจะบอกปัดไปว่า “ไม่มีใครจะทราบดีไปกว่าผู้เริ่มก่อการ ( คณะราษฏร์) ซึ่งเป็นเพื่อนของข้าพเจ้ากับตัวข้าพเจ้าเอง ” และขู่จะฟ้องศาลฐานหมิ่นประมาทหากมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นต้นตอการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว

จอมพล ป.พิบูลสงคราม
ต่อมาเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงครามเรืองอำนาจ หลวงวิจิตรวาทการมีภาพลักษณ์ออกมาในฐานะขุนพลคู่ใจจอมพล ป. โดยมีบทบาทในการช่วยปลุกกระแสความรักชาติ ผ่านทางบทประพันธ์ ทั้งบทละคร เพลง หรือแม้แต่นวนิยายของท่าน ซึ่งถึงแม้ผลงานดังกล่าวของท่านหลายชิ้นยังคงเป็นอมตะมาถึงวันนี้ เช่น เพลงปลุกใจต่างๆ เป็นต้น แต่กลับส่งผลลบต่อตัวผู้ประพันธ์ในสายตาคนจำนวนไม่น้อยในสังคม ที่มองว่า ท่านเป็นผู้คลั่งไคล้ลัทธิชาตินิยมจนเกินเหตุ
ยิ่งเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้โค่นล้มอำนาจรัฐบาลหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ( ปรีดี พนมยงค์ ) หลวงวิจิตรวาทการในฐานะผู้ใกล้ชิดจอมพล ป.ก็พลอยถูกมองเป็นพวกเผด็จการไปด้วย โดยเฉพาะจากกลุ่มคนที่นิยมและสนับสนุนหลวงประดิษฐ์มนูธรรม  ยิ่งไปกว่านั้น ต่อมาเมื่อจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ ได้กระทำรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. แล้วขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมอบหมายให้หลวงวิจิตรวาทการดำรงตำแหน่งปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ยิ่งมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นอีก ด้วยความที่ท่านเคยเป็นคนสนิทของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ถูกยึดอำนาจ

และจากการที่ท่านถูกมองว่าเป็น “ผู้เลื่อมใสลัทธิชาตินิยมอย่างรุนแรง” ได้กลายมาเป็นสิ่งที่ส่งผลร้ายต่อท่านภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง อันเนื่องมาในระหว่างสงคราม รัฐบาลไทยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ร่วมมือกับญี่ปุ่นประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร หลวงวิจิตรวาทการต้องทำหน้าที่ปลุกระดมกระแสความรักชาติ รวมไปถึงถูกส่งไปเป็นเอกอัครราชฑูตประจำกรุงโตเกียว จนกระทั่งสงครามจบ ด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร ท่านเป็นหนึ่งใน 35 ผู้ต้องหาคดีอาชญากรสงคราม ตามหมายจับของนายพลแม็คอาร์เธอร์ ผู้บัญชาการกองทัพอเมริกัน ทำให้ท่านถูกจับกุมคุมขังทั้งในญี่ปุ่นและคุกของไทยเราเองรวมเวลากว่าครึ่งปี ก่อนที่ศาลฎีกาของไทยจะพิพากษาว่า พระราชบัญญัติอาชญากรสงครามเป็นโมฆะ ท่านจึงได้รับการปล่อยตัว

มีบทบันทึกที่น่าสะท้อนใจ ที่ท่านเขียนไว้ในระหว่างถูกคุมขังที่เมืองไทยเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2489 เล่าว่า ท่านตื่นมาได้ยินเสียงหมู่นักโทษหญิงในเรือนจำร้องเพลงปลุกใจ ซึ่งเป็นล้วนแต่เป็นเพลงที่ท่านแต่งทั้งนั้น ผู้คุมบอกท่านว่าทางการมีนโยบายให้นักโทษร้องเพลงเหล่านั้นเพื่ออบรมจิตใจให้รักชาติ ทำให้ท่านถึงกับรำพันว่า “….เป็นเรื่องน่าขบขัน เพราะว่าทางหนึ่งทางการได้ให้นักโทษร้องเพลงชาติที่เราแต่ง ส่วนอีกทางหนึ่ง ตัวเราผู้แต่งเพลงเหล่านั้นเองต้องมาอยู่ในห้องขัง และการที่ต้องมาอยู่ในห้องขัง ก็เพราะเรื่องรักชาตินั้นเอง…..”
ถึงแม้ว่าอาจจะมีความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาอยู่บ้าง แต่หลวงวิจิตรวาทการก็ไม่เคยท้อถอยหรือสูญสิ้นศรัทธาในการอุทิศชีวิตเพื่อการทำงาน และสร้างสรรค์สิ่งดีๆฝากไว้สู่คนรุ่นหลัง ด้วยแนวคิดสำคัญที่ว่า
“ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง อุปสรรคคือหนทางแห่งความสำเร็จอันดี ชีวิตที่ไม่เคยประสพการต่อสู้ ย่อมเป็นชีวิตที่อ่อนแอ บุคคลที่ไม่เคยมีสัตรู จะเป็นผู้เข้มแข็งไม่ได้”