12 พฤษภาคม 2556

“ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” อัจฉริยะผู้หยั่งรู้จากภายใน ตอนที่ ๒


หลังจากเดินทางกลับมาประเทศไทยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจร่วมคิดค้นระบบการลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารของยานอวกาศกับองค์การนาซ่า ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ยังคงเดินหน้าเรียนรู้การใช้ชีวิตเพื่อสังคมในบทบาทต่างๆ

เริ่มต้นตั้งแต่การเป็นอาจารย์สอนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ทั้งจากที่มีอยู่เดิม และจากการไปร่วมงานกับองค์การนาซ่า

หลังจากเป็นอาจารย์ได้ประมาณ 7 ปี ดร.อาจอง ก็เกิดความคิดว่า อยากขยายขอบเขตประสบการณ์ของตนเองให้มากขึ้น ด้วยการทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ท่านจึงลาออกมาประกอบธุรกิจ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ด้วยการดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการหลายบริษัท


ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยูธยา (8) เมื่อเริ่มเข้าใจชีวิตนักธุรกิจ ท่านก็เปลี่ยนไปชิมลางทางการเมือง ด้วยการลงสมัคร ส.ส.สังกัดพรรคพลังธรรม  ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.อยู่ 3 – 4 สมัย และได้รับตำแหน่งสำคัญๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการศึกษา ได้แก่ กรรมาธิการการศึกษา กรรมาธิการวิทยาศาสตร์ กรรมาธิการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น และตำแหน่งสูงสุดที่ได้รับ คือ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คือ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ในขณะนั้น

แม้จะผ่านทั้งชีวิตการเป็นนักธุรกิจและนักการเมือง รวมไปถึงนักเขียนและนักแสดง แต่บทบาทที่โดดเด่นที่สุดของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เห็นจะเป็นด้านการศึกษา ด้วยความที่ท่านได้รับการยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะของโลกคนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ามีรากฐานมาจากความสำเร็จด้านการศึกษาเรียนรู้ ทว่าตัวท่านเองกลับให้แนวคิดว่า การเรียนรู้จากภายนอก คือ จากสถาบันการศึกษา หรือแหล่งค้นคว้าต่างๆนั้น ยังไม่สำคัญและก่อให้เกิดผลได้เท่ากับ การเรียนรู้จากภายใน คือ การเรียนรู้โดยเริ่มจากรู้จักตัวเอง
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยูธยา
หากใครได้เคยติดตามผลงานหรือฟังการบรรยายของ ดร.อาจอง ก็คงจะทราบถึงแนวคิดสำคัญของท่านว่า ดร.อาจองให้ความสำคัญกับการทำสมาธิมาก โดยท่านมักจะเล่าถึงประสบการณ์ของท่านเองว่า ในสมัยเด็กๆ ช่วงที่ท่านไปเรียนอยู่ที่ลอนดอน ท่านเป็นเด็กเกเรคนหนึ่ง ที่ชอบก่อเรื่องวิวาทไปทั่ว แล้วมาวันหนึ่งเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างดลใจให้ท่านฉุกคิดได้ว่า ตนเองกำลังทำตัวเหลวไหล ไร้สาระอยู่ จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้ท่านหาสิ่งที่ดีมีคุณค่าแก่ชีวิต จนได้เรียนรู้การทำสมาธิตามวิถีพุทธจากหนังสือในห้องสมุดโรงเรียน ในขณะที่มีอายุ 15 ปี และได้ฝึกสมาธิตั้งแต่นั้นมา

อานิสงส์จากการปฏิบัติ ทำให้ชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่งเปลี่ยนไปในทางบวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มจากอารมณ์ที่เย็นลง จิตใจที่สงบนิ่ง ผ่อนคลาย มีพลัง ส่งผลถึงการเรียนดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ คือ จากที่เคยสอบได้ที่โหล่ กลับกลายมาเป็นสอบได้ที่ 1 ตลอด จนได้รับรางวัลจากนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ทั้งๆที่ตัวท่านเองก็บอกว่า ไม่ได้ก้มหน้าก้มตาเรียนหนักหนาอะไร เพียงแค่อานุภาพจากการทำสมาธิทำให้ความจำดีขึ้นเท่านั้น

ดร.อาจองยังได้ยกตัวอย่างบุคคลสำคัญในอดีตที่อาศัยพลังแห่งสมาธินำพาให้ประสบความสำเร็จ เช่น เซอร์ ไอแซค นิวตัน ที่ใช้เวลาว่างนั่งสงบนิ่งใต้ต้นแอปเปิ้ล จนจิตเกิดสมาธิ และเกิดแนวคิดในการค้นหาข้อเท็จเกี่ยวกับนำ้หนักของวัตถุจนค้นพบแรงโน้มถ่วง หรืออัลเบิร์ต ไอสไตน์ ที่เคยกล่าวไว้ว่า “การหยั่งรู้ด้วยตัวเองไม่ได้มาจากการศึกษา ไม่ได้มาจากความพยายาม แต่มันมาจากใจโดยตรง ถ้าเราเข้าถึงใจของเราได้ สมาธิก็จะเกิด ปัญญาก็เกิดขึ้น”

แม้แต่ตัวท่านเองก็ยังเคยใช้วิธีการทำสมาธิเป็นตัวช่วยในระหว่างการคิดค้นวิธีการควบคุมยานไวกิ้งขององค์การนาซ่าเพื่อลงจอดบนดาวอังคาร ( ตามที่ผมเคยเล่าไว้ในตอนที่แล้ว) จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไม ดร.อาจอง จึงให้ความสำคัญกับกระบวนการ “หยั่งรู้ด้วยตัวเอง” โดยเน้นที่การทำสมาธิเป็นอันดับแรก เห็นได้จากแนวคิดที่นำเสนอผ่านสื่อ หรือการบรรยายต่างๆ เช่น

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยูธยา
“…..ผมมุ่งไปที่จิตใจของมนุษย์มากกว่า ต้องการให้คนค้นพบสิ่งที่สงบสุขอยู่ในตัวเองมากกว่า เพราะเราไม่สามารถค้นพบจากวิทยาศาสตร์ หรือโลกภายนอกได้เลย….”

“….พอเราฝึกสมาธิ ความรู้สึกของเรามันจะขยายตัวออกไปกว้างใหญ่ พอเป็นอย่างนี้เท่ากับว่ามันขยายไปที่ไหนเราก็รู้ตรงนั้น ถ้าเราอยากจะรู้ว่าข้างหนึ่งของโลกเรากำลังเกิดอะไรขึ้น เรานั้งสมาธิขยายความรู้สึกของเราออกไป มันเป็นจิตใจที่เราขยายออกไปให้ได้ แล้วจะรู้เรื่องอะไรก็ได้….

“…..เราต้องรู้จักตัวเองให้มากขึ้น แล้วเราจะรู้ว่ามีสิ่งที่ดีมากมายในตัวเราที่ยังไม่เคยใช้ เราใช้สมองไม่ถึง 10% เราต้องรู้จักใช้สมองของเราอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเราไม่รู้จักตัวเอง เราไม่รู้จักคนอื่น เราจึงเข้ากับคนอื่นไม่ค่อยเป็น เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงต้องเริ่มจากตัวเรา การศึกษาต้องช่วยให้เด็กรู้จักตัวเอง การฝึกสมาธิจะช่วยให้รู้จักตัวเอง เพราะเป็นการเข้าไปสู้ใจของตัวเอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น การเรียนการศึกษาดีขึ้น….”
ดร.อาจอง กับเด็กๆ
ด้วยแนวคิดต่างๆเหล่านี้ เมื่อท่านได้มีโอกาสทำงานเกี่ยวกับการศึกษาโดยตรง ด้วยการก่อตั้งโรงเรียนสัตยาไส ที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ซึ่งท่านได้แนวคิดและแรงบันดาลมาจาก ท่านสัตยาไสบาบา นักการศึกษาชาวอินเดีย ที่ท่านเคยได้พบเมื่อคราวไปศึกษาดูงานที่นั่น ประกอบกับท่านเองก็มีแนวคิดจะมุ่งเน้นการ “สร้างคน” อยู่แล้ว นักเรียนในโรงเรียนสัตยาไสของท่านจึงได้รับการปลูกฝังด้วยการมุ่งเน้นกระบวนการ “รู้จักตัวเอง” เป็นอันดับแรก ด้วยความมุ่งหวังของท่านที่จะสร้างสรรค์บุคคลากรรุ่นใหม่ของประเทศให้มีคุณภาพ เป็นคนดีก่อนคนเก่ง ตามแนวคิดที่ว่า “….เมื่อเป็นคนดีแล้วจะเก่งได้เอง แต่การเป็นคนเก่ง ยากที่จะเป็นคนดี…”


ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยูธยา (5)นอกจากบทบาทด้านการศึกษาแล้ว อีกบทบาทหนึ่งของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยาที่ดูจะโดดเด่นไม่แพ้กัน คือภาพของการเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ปรากฏการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆของโลก ดังจะเห็นได้จากการที่ท่านออกมาเตือนภัยเกี่ยวกับภัยพิบัติต่างๆตามสื่ออยู่หลายครั้ง เช่น การเตือนภัยเกี่ยวกับพายุสุริยะ การให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัย เป็นต้น แม้ว่าบางครั้ง การออกมาเตือนของท่านจะก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หรือความไม่พอใจของคนบางกลุ่ม ในทำนองว่าก่อให้เกิดความตื่นกลัวเกินเหตุ แต่คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจในเจตนาของท่าน  และท่านก็ยังคงเป็น “ผู้หยั่งรู้” ที่ได้รับการยอมรับมาโดยตลอด

การ “หยั่งรู้”ของอัจฉริยะท่านนี้ ไม่ว่าจะเป็นการหยั่งรู้จากภายในหรือภายนอก แต่ท่านก็ได้หยั่งรู้นั้นก่อให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติมาแล้ว จึงสมแล้วที่เส้นทางอัจฉริยะของท่านจะได้รับการขนานนามว่า “อัจฉริยะสีขาว”
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยูธยา (6)

“ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” อัจฉริยะผู้หยั่งรู้จากภายใน

ในบรรดาสุดยอดอัจฉริยะเมืองไทย ผู้มีชื่อเสียงขจรไกลจนได้รับการยอมรับในระดับโลก คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” คือหนึ่งในนั้น

ดร.อาจอง กับโครงการนำยายอวกาศลงดาวอังคาร
จากผลงานที่ได้ร่วมโครงการคิดค้นและออกแบบอุปกรณ์ควบคุมยานอวกาศขององค์การนาซ่า ให้ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้อย่างนุ่มนวลเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เป็นประจักษ์พยานสำคัญถึงว่า คนไทยตัวเล็กๆคนหนึ่งก็มีความเป็นอัจฉริยะไม่น้อยหน้าฝรั่งมั่งค่าเหมือนกัน

แต่ที่น่าทึ่งไปกว่านั้น คือ ความเป็นอัจฉริยะของบุคคลท่านนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากภายใน ด้วยวิถีแห่งศาสนา นั่นคือ การใช้ปัญญาที่เกิดจากดวงจิตที่สงบนิ่ง มีสมาธิ กลายเป็นพลังสู่การค้นพบ หาใช่เพียงแค่การก้มหน้าก้มตาค้นคว้าวิจัยตามสไตล์นักวิทยาศาสตร์ตะวันตกแต่อย่างเดียวไม่

และด้วยความเป็นปราชญ์ที่ออกมาจากข้างในนี้เอง ทำให้เส้นทางอัจฉริยะของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้รับการขนานนามว่า เป็น “อัจฉริยะบนเส้นทางสีขาว”

อัจฉริยะบนเส้นทางสีขาว
ประวัติโดยสังเขปของท่าน ท่านเกิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2483 เดิมชื่อ องอาจ หรือ “เอ๊ะ” เป็นบุตรคนกลางของพลตรี มล.มานิตย์ และคุณหญิงเฉลิมขวัญ ชุมสาย ณ อยุธยา

เด็กชายองอาจ ( ชื่อในขณะนั้น) เริ่มศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนอนุบาลละออกอุทิศ โรงเรียนเซนต์ฟรังต์ซีสซาเวียร์คอนแวนต์ โรงเรียนเซนคาเบรียล จนจบชั้น ป.4  จึงย้ายไปเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ แต่เรียนได้แค่ครึ่งปีก็ต้องย้ายตามคุณพ่อไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้เรียนต่อจนอายุ 12 ปีก็ย้ายไปอยู่ประเทศอังกฤษ ศึกษาต่อจนจบปริญญาตรีเกียรตินิยม และปริญญาโท ในสาขาวิศวกรรมเครื่องกล ( Mechanical science ) จากมหาวิทยาลัยเคมบริจด์ และปริญญาเอก  วิศวกรรมไฟฟ้า สาขาสื่อสารโทรคมนาคม จากมหาวิทยาลัยลอนดอน เมื่อ พ.ศ.2509

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้กลับมาเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนถึง พ.ศ.2533 ได้ลาอุปสมบทอยู่พักหนึ่ง

เมื่อลาสิกขาบทออกมา ท่านเกิดความคิดว่า โลกหมุนไปเร็วเหลือเกิน วิทยาการใหม่ก็ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว หากท่านจะใช้แต่ความรู้เก่าที่มีอยู่สอนนักศึกษาก็คงทำประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ท่านจึงขอไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสื่อสารโทรคมนาคมที่สหรัฐอเมริกา พร้อมกับหางานทำไปด้วย โดยได้เข้าทำงานกับบริษัท Micromega ในลอสแองเจอริส เป็นฝ่ายดูแลผลิตภัณฑ์ไมโครเวฟ ตามความถนัดที่ท่าเคยมีผลงานวิจัยด้านนี้มาแล้วเมื่อครั้งเรียนปริญญาเอก
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยูธยา
และด้วยความรู้ความสามารถนี้เอง ส่งผลให้ท่านได้กลายเป็นอัจฉริยะเมืองไทยที่ก้าวไกลสู่ระดับโลก เมื่อองค์การนาซ่าได้ประกาศรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมทำงานในโครงการส่งยานอวกาศ “ไวกิ้ง” ไปสำรวจดาวอังคาร ดร.อาจองได้เขียนโครงการเสนอตัวเข้าไปในนามบริษัท แต่ถูกปฏิเสธเพราะอุปสรรคด้านเชื้อชาติสัญชาติ เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นความลับทางเทคโนโลยีที่สหรัฐอเมริกาเกรงว่าจะรั่วไหลไปสู่ประเทศคู่แข่งอย่างประเทศรัสเซียในขณะนั้น

แต่ ดร.อาจองก็ไม่ลดละความพยายาม จากการศึกษากฏหมายของสหรัฐฯ ทราบว่ามีช่องโหว่ที่อนุญาตให้คนต่างชาติร่วมงานได้ในกรณีที่ขาดแคลนผู้รู้สัญชาติสหรัฐฯ  ซึ่งในขณะนั้นสหรัฐฯก็ยังไม่มีผู้ที่จะคิดค้นระบบการนำยานอวกาศลงจอดบนพื้นผิวดาวเคราะห์ได้ ท่านจึงส่งประวัติและโครงการเข้าไปใหม่อีกครั้ง คราวนี้นาซ่าส่งข้อมูลของท่านให้หน่วยข่าวกรองอย่าง FBI และ CIA ตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่หลายเดือน ในที่สุดก็ตอบรับให้ท่านเข้าร่วมโครงการ

สิ่งที่น่าสนใจในการร่วมทำงานในโครงการนี้ของ ดร.อาจอง ก็คือ ในขณะที่ผู้ร่วมโครงการช่วยกันค้นหาวิธีนำยานไวกิ้งลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารอย่างนุ่มนวล เพื่อไม่ให้เกิดการแระแทกจนยานเสียหายและไม่อาจส่งข้อมูลกลับมาได้เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตนั้น  บริษัทที่รับการว่าจ้างดำเนินการจากนาซ่า คือ บริษัท Martin Marrietta นั้น ใช้วิธีการให้มีการสร้างต้นแบบ (Prototype) ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ก่อนจะมีการทดสอบด้วยเครื่องทดลองเสมือนจริง (เครื่อง Simulation) เพื่อจำลองการร่อนลงของยาน ซึ่งมีการดัดแปลงแก้ไขใหม่อยู่หลายรอบ แต่ผ่านไปเป็นปีก็ยังไม่สำเร็จ จนทุกคนในโครงการพากันเครียดไปตามๆกัน

ทว่า ดร.อาจอง กลับพลิกแนวคิด โดยมองว่า วิธีการแบบอเมริกัน คือ คิดค้นและทดลองภายใต้ความกดดันนั้นคงไม่ได้ผล ท่านจึงเปลี่ยนมาใช้แนวทางตามวิถีพุทธ คือ การปลีกตัวไปทำสมาธิบนยอดเขา Big Bear ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปล่อยวางจิตใจให้สงบ ก็เกิดปัญญาหยั่งรู้ขึ้นมาในเช้าวันที่ 5 ของการทำสมาธิ นั่นคือการค้นพบวิธีการใช้คลื่นไมโครเวฟควบคุมการร่อนลงจอดของยาน ซึ่งเมื่อนำเอามาทดลอง ปรากฏว่าได้ผล สามารถควบคุมยานจำลองให้ลงจอดได้อย่างนุ่มนวล สร้างความตื่นเต้นและมหัศจรรย์ใจให้กับเพื่อนร่วมงานชาวตะวันตกเป็นอย่างมาก

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการคิดค้น ดร.อาจองก็ไม่ได้อยู่รอดูความสำเร็จของโครงการ เพราะท่านได้รีบเดินทางกลับมาสอนนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามเดิม ฝากไว้แค่ชื่อเสียงของคนไทยให้องค์การนาซ่าได้จารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์
( โปรดติดตามตอนต่อไป)

8 พฤษภาคม 2556

เส้นทางชีวิต “ดังตฤณ” จากเด็กหนุ่มผู้มืดมนสับสน จนเป็นนักเขียนผู้ใช้ธรรมะนำคนสู่ทางสว่าง

เจ้าของนามปากกา “ดังตฤณ” มีชื่อจริงว่า ศรัณย์  ไมตรีเวช ชื่อเล่นที่เรียกกันในบรรดาคนใกล้ชิดสนิทสนมคือ “ตุลย์” 

กำเนิดของนักเขียนท่านนี้ ไม่ปรากฏข้อมูลละเอียด เจ้าของประวัติเคยบอกแค่ปีเกิด คือ    พ.ศ.2510 เท่านั้น  เป็นลูกคนที่สามของครอบครัว

การศึกษา จบปริญาตรีคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ( Business Computer ) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัน

การทำงาน เริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ ที่ บริษัท ซอฟท์แวร์เฮาส์ “ไอโซแฟกส์” ก่อนจะเริ่มเข้าสุ่เส้นทางนักเขียน ( จะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป)

 

ชีวิตครอบครัว สมรสกับแพทย์หญิงณัฐชญา  บุญมานันท์ แพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ดังตฤณ

เส้นทางธรรมะ : ศรันย์ ไมตรีเวช เกิดและเจริญเติบโตมาแบบเด็กทั่วไป ไม่มีวี่แววจะสนใจธรรมะมาก่อน จนกระทั่งเมื่ออยู่ ม.5 ความรู้สึกหนึ่งที่เป็นเสมือน “ฑูตแห่งธรรม” ก็บังเกิดขึ้นในใจเด็กหนุ่ม นั่นคือ ความรู้สึกที่ต้องการแสวงหาคุณค่าของชีวิต เมื่อเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ชีวิตที่เหลือยู่ จะอยู่เพื่ออะไร ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวก่อตัวมาจากความสับสนในตอนนั้น เช่นเดียวกับเด็กวัยเดียวกันหลายๆคน ที่กำลังค้นหาว่า จะเอนทรานซ์เข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยไหน คณะอะไร แต่ศรันย์คิดไปไกลกว่า ว่าเรียนจบมาแล้วจะทำอะไร และจะใช้ชีวิตต่อไปในแนวไหน

ในเมื่อยังไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ จนความสับสนเริ่มกลายเป็นความเบื่อ ศรัณย์จึงหาตัวช่วย ด้วยการเข้าห้องสมุด อ่านหนังสือ ด้วยคิดว่า อยากจะหามุมมองหรือแนวคิดที่แปลกใหม่กว่าเดิมมาเติมช่องที่ว่างอยู่ และนั่นเองที่ทำให้เขาพบกับ “เต๋าที่เล่าแจ้ง” หนังสือแนวปรัชญาเชิงศาสนา แปลโดย พจนา จันทรสันติ ที่ศรัณย์บอกว่า อ่านแล้วทำให้รู้สึกชุ่มชื่นขึ้นมา แม้จะยังไม่ทำให้ค้นพบคำตอบของชีวิตที่ตั้งไว้ แต่ก็เหมือนว่าได้ชาร์จแบตให้หัวใจ และเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาหันมาสนใจการศึกษาด้านจิตวิญญาณอย่างจริงจัง

ในระหว่างนั้น ศรัณย์ได้มีโอกาสฝึกทำสมาธิ ทั้งแบบโยคะ และในแบบธรรมสมาธิหรือที่เรียกว่า TM ซึ่งเป็นแนวการฝึกแบบอินเดีย โดยการท่องคำบริกรรมเพื่อรวบรวมจิตเป็นสมาธิ ( ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า เป็น สมถะภาวนา) ซึ่งก็ได้เห็นผลจากการฝึกดีพอสมควร แต่ศรัณย์ก็ยังรู้สึกว่า ยังไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตของเขาได้

ในปีต่อมา เมื่อศรัณย์อยู่ ม.6 เขาเกิดความคิดว่า อยากจะลองฝึกวิปัสสนา ตามที่เขาเคยได้ยินมาว่า เป็นวิธีการนำสู่ความสุขขั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา เขาจึงเสาะหาหนังสือสอนปฏิบัติด้านนี้มาเป็น “ครู” จนกระทั่งได้หนังสือ “วิธีทำสมาธิวิปัสสนา” ของ “ธรรมรักษา” ซึ่งเมื่อเขาได้ศึกษาและปฏิบัติตาม ก็พบว่าตรงกับแนวทางสิ่งที่เขาค้นหา จนศรัณย์ยกย่องว่า “ ธรรมรักษา” เป็นครูคนแรกในชาตินี้ของเขาเลยทีเดียว

เมื่อศรัณย์ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัน ศรัณย์ก็ยังคงเข้าห้องสมุด อ่านหนังสือแนวธรรมะอยู่เสมอ โดยเฉพาะหนังสือที่เขาโปรดปรานมากที่สุดคือ “พระไตรปิฎก ฉบับประชาชน”

ดังตฤณตอนบวช

และในปีที่เขาอายุครบบวช ศรัณย์ได้หยุดพักการเรียนมาอุปสมบท และไปปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงพ่อพุธ ฐานิโย แม้จะเป็นช่วงเวลาแค่ 1 – 2 เดือน แต่ก็ทำให้เขาได้เรียนรู้การปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยเลย และนั่นก็เป็นเสมือนเสบียงที่เขาเก็บสะสมไว้ จนสามารถแปลงเป็นทุนแห่งปัญญา นำมาถ่ายทอดในรูปแบบของหนังสือธรรมะที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างสูงในขณะนี้

 

เส้นทางนักเขียน  :  เด็กชายศรันย์ มีอุปนิสัยอยู่อย่างหนึ่งที่เอื้อต่อการเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็ก คือ มีแรงบันดาลในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ตัวเองได้พบ ได้เห็น ได้รู้ หรือแม้กระทั่งได้คิด ให้คนอื่นรู้ด้วย เจ้าตัวเล่าว่า เคยเขียนนิยายอ่านเล่นแจกจ่ายเพื่อนๆอ่านมาตั้งแต่เรียนประถม แม้จะเป็นนิยายแนวน้ำเน่า ประโลมโลก แต่ก็ได้รับความสนใจถึงขึ้นเพื่อนจองคิวยืมอ่าน นั่นคือภาพความสุขอย่างหนึ่งของเขา และกลายเป็นพื้นฐานนิสัยของการเป็น “ผู้ถ่ายทอด”

ต่อมาเมื่อเขาหันมาสนใจธรรมะ งานเขียนของเขาก็เริ่มมีธรรมะเข้ามาแทรกซึมอยู่ด้วย กลายเป็นนวนิยายแนวธรรมะ โดยเรื่องแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ คือ เรื่อง ทางนฤพาน ตีพิมพ์ในนิตยสารพ้นโลก เมื่อปี 2533 ว่ากันว่าได้รับความนิยมมาก และคนอ่านส่วนใหญ่เข้าใจว่าผู้เขียนเป็นผู้ทรงภูมิธรรมที่อายุมากแล้ว ทั้งๆที่ตอนนั้นศรัณย์เพิ่งอายุ 22 ปีเท่านั้น 

ดังตฤณ ๒

หลังจากที่เรียนจบ และเข้าทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ ดีไซน์ซอฟต์แวร์ ศรัณย์ก็ได้ใช้ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์  เขียนบทความลงหนังสือ “ไมโครคอมพิวเตอร์” ไปด้วย ก่อนจะลาออกจากงานมาเขียนบทความอย่างเดียว โดยได้รับค่าตอบแทนจากสำนักพิมพ์เดือนละ 5,000 บาท ( ค่าเงินในขณะนั้น ) และอีก 2-3 ปีต่อมา ก็มีผลงานเขียนเป็นรูปเล่ม อาทิเช่น ครบเครื่องเรื่องอินเตอร์เน็ต  กะเทาะเปลือกไอซีคิว เป็นต้น โดยใช้ชื่อจริงเขียนทั้งหมด และได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ฟรีมาตลอด จนกระทั่งรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะคิดว่าเป็นการส่งเสริมให้คนอ่านใช้ซอฟแวร์เถื่อน จึงเลิกเขียน

 

ดังตฤณ

สำหรับจุดเริ่มต้นของนามปากกา ดังตฤณ ที่กลายมาเป็นชื่อที่โด่งดังทุกวันนี้นั้น เจ้าตัวบอกว่า เป็นชื่อของตัวละครในนวนิยายที่เคยเขียนเล่นๆให้คนใกล้ชิดอ่านสมัยเด็กๆ แต่ไม่ได้เผยแพร่ เมื่อมาเขียนนวนิยายธรรมะเมื่อ พ.ศ.2534 จึงนำหยิบเอาชื่อนี้มาใช้เป็นนามปากกา และใช้เป็นนามแฝงในโลกอินเตอร์เน็ตด้วย เพียงเพราะว่า มันทำให้รู้สึกว่า เป็นชื่อสมมติที่ไม่ใช่ตัวเอง  เท่านั้นเอง

“ตฤณ แปลว่า หญ้า ดังตฤณ = เหมือนหญ้า หรือเสมอกับหญ้าสักต้นหนึ่ง” เจ้าของชื่ออธิบายความหมาย และเคยออกตัวไว้ว่า “….ตั้งชื่อ ตั้งนามปากกาว่า ดังตฤณ น่าจะอ่อนน้อมถ่อมตนอะไร จริงๆแล้วก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้น ไม่ได้ด้วยความตั้งใจขนาดนั้น…… ถ้าเป็นตัวผมเอง จริงๆแล้วผมก็มองว่า ไม่ได้สูง ไม่ได้ต่ำ นะครับ……

 

หนังสือ ทางนฤพาน โดย ดังตฤณ

ย้อนกล่าวถึงนิยายธรรมะเรื่องแรก คือ ทางนฤพาน ที่ได้รับการตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2533 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีนั้น ในอีก 7 ปีต่อมา เพื่อนๆของ “ดังตฤณ” ก็ได้ลงขันกันพิมพ์เป็นรูปเล่มพ็อกเกตบุ๊ค ทั้งขายทั้งแจก ในราคาเล่มละ 99 บาท ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยงในเวลาเพียง 2 เดือน

 

ผลงานชิ้นอื่นๆหลังจากทางนฤพาน จากปลายปากกา ( หรือคีย์บอร์ด?) ของดังตฤณ ไม่ว่าจะเป็น เสียดาย…คนตายไม่ได้อ่าน  กรรมพยากรณ์  เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว  รักแท้มีจริง   มีชีวิตที่คิดไม่ถึง และ ฯลฯ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นงานเขียนแนวธรรมะสมัยใหม่ ที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย ได้แนวคิด ให้ความรู้สึกดีๆ ที่อ่านแล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ซึ่งทุกวันนี้ยังหาอ่านได้อยู่ เพราะผลงานเกือบทุกชิ้นเผยแพร่ฟรีบนโลกอินเตอร์เน็ตในรูปแบบของ E – Book และแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเลต หรือถ้าใครที่ยังหลงใหลการอ่านหนังสือแบบเป็นเล่ม ก็มีการรวมเล่มให้หาอ่านกันได้ตามร้านหนังสือ

 

BhWq20071215151738webboard-reply83681

 

นอกจากนี้ ผลงานของ “ดังตฤณ” ยังได้รับการเผยแพร่ในรูปแบบของมัลติมิเดียอื่นๆ เช่น หนังสือเสียง คลิปวิดิโอบน Youtube  การตอบปัญหาธรรมผ่านคลื่นวิทยุออนไลน์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นกุศโลบายในการเผยแพร่ธรรมให้เข้าถึงคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเวลา ทุกโอกาสได้มากขึ้น

ใครจะคิดว่า จากความสับสน มืดมน และความไม่เข้าใจในชีวิตที่เกิดกับเด็กหนุ่ม “ศรัณย์” ในวันนั้น จะกลายเป็นเส้นทางก่อกำเนิด “ดังตฤณ” นักเขียนผู้สามารถนำเอาหลักธรรมของพระพุทธองค์มาถ่ายทอดสู่คนยุคใหม่ที่อาจจะกำลังอยู่ในสถานการณ์เดียวกับที่ศรัณย์เคยเผชิญมาก่อน จนทำให้คนจำนวนไม่น้อยพบแสงสว่างได้ ต้องขอบคุณเส้นทางมหัศจรรย์เส้นนี้จริงๆ

 

ดังตฤณ นักเขียนผู้สร้างปาฏิหาริย์แห่งการเทศนาในยุคอินเตอร์เน็ต


374300_10151365007297870_1044063499_n
ผมเชื่อว่า คนที่สนใจอ่านหนังสือแนวธรรมะสมัยใหม่ หรือธรรมะประยุกต์ คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ดังตฤณ” นักเขียนผู้อยู่ในสถานภาพ “คฤหัสถ์” แต่ทว่าสามารถหยิบเอาหลักธรรมของพระพุทธองค์มานำเสนอในสำนวนภาษาสมัยใหม่ ดึงผู้อ่าน ( และผู้ฟัง) ร่วมสมัยให้เข้าถึงหลักความจริงอันประเสริฐที่ถูกค้นพบเมื่อสองพันกว่าปีก่อนได้อย่างกระจ่างแจ้ง ราวกับการแสดงปาฏิหาริย์แห่งการเทศนาของพระอริยบุคคลในอดีตก็ไม่ปาน

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้อ่านงานเขียนของนักเขียนผู้นี้ และมีหลายแนวคิดที่ได้รับจากท่าน เป็นพลังแห่งถ้อยคำที่กระตุกให้ฉุกคิด จนกลายเป็นพลังในการพัฒนาตนเอง เพื่อยกระดับชีวิตและจิตใจให้สูงขึ้นมาได้

 ย้อนหลังไปเมื่อหลายปีก่อน ผมเห็นนามปากกา “ดังตฤณ” ครั้งแรกบนหน้าปกหนังสือนวนิยายเรื่องหนึ่งของสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม สะดุดตากับชื่อที่ไม่รู้ว่าจะอ่านออกเสียงและมีความหมายอย่างไร แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะถึงแม้จะชอบอ่านนวนิยาย แต่ก็จะเลือกอ่านเฉพาะแนวของนักเขียนที่ชอบและคุ้นเคยมากกว่า

 จนหลายปีต่อมา ผมได้เห็นนามปากกานี้อีกครั้ง ทว่าคราวนี้ประดับอยู่บนปกหนังสือแนวธรรมะ ซึ่งดูติดอันดับขายดีในขณะนั้น คือ “ เสียดาย…คนตายไม่ได้อ่าน ” “เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ” “มีชีวิตที่คิดไม่ถึง” และอีกหลายเล่ม จนเริ่มรู้สึกคุ้นเคยและชักจะสนใจผลงานของนักเขียนท่านนี้ขึ้นมา
BhWq20071215151738_thumb[2] webboard-reply83681_thumb[2][4] 1348469748_thumb[1]

ยอมรับว่า ตอนแรกๆ ก็คิดแค่ว่า “ดังตฤณ” คงแค่เปลี่ยนแนวเขียนจากนวนิยายบันเทิง มาเป็นแนวธรรมะ มีสาระเชิงวิชาการ แต่เมื่อได้ติดตามอ่านผลงาน ทั้งที่เป็นหนังสือ และการนำเสนอผ่านสื่อมัลติมิเดียอื่นๆ ซึ่งบ่งบอกความแตกฉานในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ จนสามารถนำมาแตกประเด็น ถ่ายทอดสู่ผู้อ่านและผู้ฟังด้วยสำนวนภาษาร่วมสมัยในสไตล์ของตัวเอง มิใช่สักแต่หยิบยกพุทธพจน์มาอ้างทั้งท่อน ทำให้ผมต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เป็นว่า นักเขียนท่านนี้ไม่ได้ “เปลี่ยนแนว” อย่างที่เข้าใจตอนแรก หากแต่ “ธรรมะ” นั้นคือ “แนว”ของท่านมาตั้งแต่ต้น

0 ยิ่งเมื่อได้ลองค้นคว้าเรื่องราวชีวประวัติของนักเขียนผู้นี้  ได้ทราบว่า ท่านมีความสนใจใฝ่รู้ในเรื่องธรรมะ และปรัชญาเชิงพุทธมาตั้งแต่เป็นเด็กวัยรุ่น โดยการค้นหาคำตอบมาเติมเต็มคำถามที่ดังก้องอยู่ในใจ เกี่ยวกับการแสวงหาคุณค่าของชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยตนเอง และต่อมาได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์อย่างหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ซึ่งในบรรดาผู้ปฏิบัติธรรมย่อมรู้จักหรือเคยปฏิบัติตามแนวคำสอนของท่านแล้วได้ผลดีมาทั้งนั้น ก็ย่อมเป็นเครื่องการันตีพื้นฐานทางธรรมที่ “แน่นปึ้ก” อย่างหาตัวจับยากของ “ดังตฤณ ”
นอกจากประสบการณ์ตรงที่ได้มีโอกาสนำเอาข้อคิดจากงานเขียนของ “ดังตฤณ” มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน จนเกิดผลเป็นการพัฒนาความคิด จิตใจ และกรรม ( การกระทำ) ของตัวเองแล้ว เท่าที่ผมได้ลองเข้าไปสำรวจแนวคิดและเสียงสะท้อนในโลกอินเตอร์เน็ต พบว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความรู้ แนวความคิด ของนักเขียนผู้ใช้นามปากกา “ดังตฤณ” จนสามารถยกระดับชีวิตและจิตใจของตัวเอง บางคนสามารถหักเหชีวิตที่ติดลบให้เป็นบวกได้
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมต้องขอนำเอาเรื่องราวของ “ดังตฤณ” มาเป็นหนึ่งในบทความของบล็อก “ไอดอลแมน”นี้
( อ่านประวัติของ “ดังตฤณ” ต่อในบทความ “เส้นทางชีวิตดังตฤณฯ” ครับ )

30 เมษายน 2556

จากเด็กชายกิมเหลียง กว่าจะเป็นหลวงวิจิตรวาทการที่โลกรู้จัก ตอนที่ 2

หลังจากหลวงวิจิตรวาทการลาออกจากราชการ ท่านก็ได้ใช้ชีวิตการเป็นนักหนังสือพิมพ์และนักประพันธ์อย่างเต็มตัวและเต็มที่
แต่ต่อมาไม่นาน ด้วยความรู้ความสามารถและสำนึกในการทำงานเพื่อส่วนรวม ท่านจึงได้รับการชักนำให้กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง โดยหักเหไปทำงานด้านการศึกษา เริ่มจากการเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และต่อมาใน พ.ศ.2477 ท่านก็ได้รับตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร

ภาพนิ่ง1
การได้เป็นอธิบดีกรมศิลปากรนี้ เจ้าของประวัติเคยเล่าว่า ด้วยความที่ตัวท่านเองรักการอ่านการเขียนและงานหนังสือแต่ดั้งเดิมมาแล้ว ในช่วงที่ทำงานการทูตอยู่ที่ปารีส ท่านตั้งเจตจำนงแน่วแน่ว่าอยากจะหักเหมาทำงานเกี่ยวกับหอสมุดหรือหนังสือ ซึ่งฝันของท่านก็ได้เป็นจริงเมื่อได้มาเป็นอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งควบคุมดูแลหอสมุดแห่งชาติอยู่ด้วย

แต่งานในกรมศิลปากรไม่ได้มีเฉพาะงานในหอสมุด ทว่าภารกิจยังครอบคลุมถึงงานศิลปะทุกแขนง หลวงวิจิตรวาทการซึ่งออกตัวว่า “…ข้าพเจ้าไม่ได้เกิดมาเป็นนักศิลปะ…” จึงจำต้องเรียนรู้งานเพิ่มเติมมากพอสมควร แต่ท่านก็ได้เรียนรู้และดำเนินงานตามแนวทางที่คนรุ่นเก่าวางไว้ได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรม จิตรกรรม งานช่าง งานพิพิธภัณฑ์ รวมถึงการสร้างสรรค์และพัฒนางานใหม่ คือ งานละครและการดนตรี ซึ่งถึงแม้จะมีบทบัญญัติในกฎหมายแล้วว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของกรมศิลปากร ทว่ากลับไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควรในขณะนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจำนวนไม่น้อยยังมองว่างาน “เต้นกินรำกิน ” เป็นงานชั้นต่ำ แต่ท่านอธิบดีก็ยังยืนหยัดเดินหน้าพัฒนางานด้านนี้ แม้ต้องพบเจออุปสรรคไม่น้อย เช่น การจัดตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางค์ขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางลบ การสร้างโรงละครด้วยงบที่ถูกโยนมาให้อย่างจำกัดจำเขี่ย แต่ด้วยความตั้งใจจริงของท่าน และผลงานที่ท่านสร้าง โดยเฉพาะบทละครคุณภาพอย่าง “เลือดสุพรรณ” ที่ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้งานละครและดนตรีที่ท่านบุกเบิกได้รับการสนับสนุนมากขึ้น จนเติบโตมาได้ถึงปัจจุบัน

ภารกิจพิเศษอีกอย่างหนึ่งในระหว่างที่หลวงวิจิตรวาทการดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร คือ “การปลูกต้นรักชาติ” ขึ้นในใจสำนึกของคนไทย ตามนโยบายของ “ท่านผู้นำ” จอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยใช้สื่อในรูปแบบละครประวัติศาสตร์และเพลงปลุกใจ ซึ่งหลวงวิจิตรวาทการได้ปฏิบัติภารกิจนี้อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา แม้สงครามสงบลงแล้ว ท่านก็ยังคงสร้างผลงานต่อเนื่องมาจนเกือบถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ผลงานที่ท่านสร้างไว้มีอยู่มากมายที่ยังคงเป็นอมตะมาถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะบทเพลงปลุกใจ เช่น เพลงตื่นเถิดชาวไทย เพลงเลือดสุพรรณ เพลงรักเมืองไทย  เพลงต้นตระกูลไทย เป็นต้น

หลวงวิจิตรวาทการ ได้แต่งงานกับนางสาวประภา ( ภายหลังเปลี่ยนเป็นประภาพรรณ ) รพิพันธุ์ อาจารย์โรงเรียนเบญจมราชาลัย บุตรีของขุนวรสาสน์ดรุณกิจ ( พุก รพิพันธุ์ ) หลังจากที่ทั้งคู่คบหาดูใจเป็นคู่รักกันมา 9 ปี โดยทำพิธีแต่งงาน ณ บ้านพักถนนศิริอำมาตย์ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2479 และมีบุตรด้วยกัน 7 คน เป็นชาย 6 หญิง 1

ในปีเดียวกับที่ท่านแต่งงาน หลวงวิจิตรวาทการได้เริ่มบทบาทหน้าที่ทางการเมือง ด้วยการเป็นรัฐมนตรีลอยควบคู่กับการเป็นอธิบดีกรมศิลปากร  ต่อมาใน พ.ศ.2483 เป็นรัฐมนตรีสั่งการกระทรวงศึกษาธิการ ,พ.ศ.2484 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนจะได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการฯในปีถัดมา

ในช่วงดังกล่าว ประเทศไทยต้องเข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ จอมพล ป.พิบูลสงครามให้ความร่วมมือกับทหารญี่ปุ่นซึ่งเป็นฝ่ายอักษะ ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ( ฝ่ายสหรัฐอเมริกา) หลววงวิจิตรวาทการซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีส่วนรับผิดชอบในการประกาศสงครามนั้นด้วย

ในระหว่างสงครามดำเนินอยู่ ใน พ.ศ.2486 หลวงวิจิตรวาทการได้ไปปฏิบัติหน้าที่เอกอัครราชทูตที่กรุงโตเกียว จนกระทั่งสงครามสงบด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร กองทัพอมเริกันเข้ายึดครองโตเกียว นายพลแมคอาร์เธอร์ ผู้บัญชาการกองทัพได้ออกหมายจับผู้ต้องหาเป็นอาชญากรสงครามในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 35 คน บุคคลลำดับที่ 35 คือ หลวงวิจิตรวาทการ

สองสัปดาห์หลังถูกประกาศจับ หลวงวิจิตรวาทการถูกควบคุมตัวไปกักบริเวณที่มิยาโนชิตาหนึ่งเดือน จากนั้นถูกย้ายไปขังบนยอดเขาโกร่า ก่อนจะถูกส่งตัวเข้ามาขังในคุกของสันติบาลไทยที่กรุงเทพฯเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2489
ติดคุกไทยอยู่สิบกว่าวัน หลวงวิจิตรก็ถูกนำตัวขึ้นสอบสวนในชั้นศาล ก่อนจะได้รับการพิพากษาให้ปล่อยตัว เนื่องจากพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามของไทยเพิ่งออกมาภายหลังท่านถูกจับ ซึ่งตามหลักกฏหมายจะไม่มีผลย้อนหลัง จึงถือเป็นโมฆะ

หลังจากได้รับการปล่อยตัว หลวงวิจิตรวาทการกลายเป็นคนตกงานอยู่ระยะหนึ่ง ท่านจึงได้กลับมาจับปากกาสร้างงานประพันธ์อีกครั้ง ได้สร้างผลงานออกมาอีกหลายสิบเล่ม

ใน พ.ศ.2491 จอมพล ป.พิบูลสงคราม และจอมพล ผิณ ชุณหะวัณ ได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลวงวิจิตรวาทการจึงได้กลับเข้ารับราชการ และท่านก็ได้รับงานการทูตอีกครั้ง โดยออกไปเป็นอัครราชทูตประจำประเทศอินเดีย ใน พ.ศ.2495 ย้ายไปประจำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และยูดกสลาเวียตามลำดับใน พ.ศ. 2496

ปลายปี 2500 จอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ทำการรัฐประการรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม และตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ หลวงวิจิตรวาทการได้กลับเข้ามารับตำแหน่งปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรี ( เทียบเท่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ) เป็นที่ปรึกษานายกฯ และช่วยงานต่างๆของรัฐบาลจอมพลสฤษฎิ์มากกว่า 20 หน้าที่ เป็นที่มาของกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากอีกครั้ง เนื่องจากท่านเคยมีภาพของการเป็นคนสนิทใกล้ชิดจอมพล ป.พิบูลสงครามที่ถูกปฏิวัติไป

หลวงวิจิตรวาทการ ได้รับพระราชทานยศ “พลตรี” ใน พ.ศ.2504 และปีนั้นเอง ที่สุขภาพของท่านก็เริ่มเสื่อมโทรมลง คุณหญิงประภาพรรณ ภริยา เคยขอร้องให้ท่านหยุดพักผ่อน แต่ท่านผัดผ่อนว่าขอทำงานต่ออีก 2 ปี ทว่าสังขารร่างกายไม่ตอบรับ ท่านล้มป่วยด้วยโรคหัวใจในปลายปีนั้น ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่ออาการเริ่มดีขึ้น จึงย้ายออกมาพักรักษาตัวที่บ้านพัก ซอยเกษม ถนนสุขุมวิท ก่อนจะเสียชีวิตในวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2505

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพของ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2505

29 เมษายน 2556

จากเด็กชายกิมเหลียง กว่าจะเป็นหลวงวิจิตรวาทการที่โลกรู้จัก

จากบทความ  “ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ นักปราชญ์ผู้อาภัพของเมืองไทย ” ผมได้นำเสนอเฉพาะบางแง่มุมในชีวิตที่แสดงถึงความเป็น “ปราชญ์” ของท่าน รวมถึงมุมอับในชีวิตที่น่าเห็นใจ มาถึงบทความนี้จะเป็นเรื่องราวชีวประวัติของท่านตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงกาลอวสานแห่งชีวิต

เนื้อหาที่ผมค้นคว้ามาเรียบเรียง ข้อมูลส่วนใหญ่ผมนำมาจากหนังสือ “รำลึก 100 ปี พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ บทคัดสรรว่าด้วยชีวประวัติและผลงาน ” ซึ่งมีเนื้อหาประวัติของท่านค่อนข้างละเอียด จากการเรียบเรียงของคุณเสฐียร พันธรังสี นักหนังสือพิมพ์อาวุโสผู้เคยใกล้ชิดกับหลวงวิจิตรวาทการ และบางส่วนก็เป็นบทบันทึกของเจ้าของประวัติเอง ผมจึงมั่นใจในความถูกต้องของข้อมูลมากพอสมควร

หลวงวิจตร.2jpg
หลวงวิจิตรวาทการ มีชื่อเดิมว่า กิมเหลียง วัฒนปฤดา ซึ่งฟังจากชื่อแล้วอาจจะคิดว่าท่านมีเชื้อสายจีน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ การที่ท่านได้ชื่อจีน เป็นเพราะในจังหวัดอุทัยธานี บ้านเกิดของท่านในขณะนั้นมีประเพณีพิเศษอย่างหนึ่ง คือการตั้งชื่อลูกหลานเป็นชื่อจีน ซึ่งอาจจะเนื่องด้วยการรับอิทธิพลของจีนมามากในเวลานั้น

เด็กชายกิมเหลียง เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2441 เวลา 04.00 น. ( โดยประมาณ )   ณ แพไม้ไผ่ฝาขัดแตะ ริมคลองสะแกกรัง จ.อุทัยธานี บิดาชื่อนายอิน มารดาชื่อนางคล้าย ทั้งคู่มีอาชีพค้าขาย ฐานะปานกลาง
การศึกษาของเด็กชายกิมเหลียง เริ่มต้นตั้งแต่การหัดเขียนหนังสือตามตัวอย่างที่บิดาเขียนใส่กระดานชนวนให้ไว้ก่อนออกไปค้าขาย ตั้งแต่กิมเหลียงอายุได้ 5 ขวบ ก่อนจะได้เข้าโรงเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนวัดขวิด ต.สะแกกรัง เมื่ออายุได้ 8 ขวบ ในระหว่างนั้น หลวงสกลรักษา นายอำเภอ ผู้เป็นตา ได้ชักชวนไปหัดเขียนร่างสำนวนฟ้อง ( งานเสมียน)อยู่เสมอ ซึ่งกิมเหลียงก็เรียนรู้ได้ดี น่าเสียดายที่พ่อแม่ไม่มีทุนทรัพย์ให้เรียนต่อ เมื่อจบชั้นประถมศึกษา พ่อแม่จึงพามาฝากให้อยู่กับพระมหาซุ้ย  ผู้เป็นอา ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร   เมื่อปี 2453

เณร
เมื่อมาอยู่ที่วัดมหาธาตุ กิมเหลียงได้เข้าเป็นนักเรียนบาลีวิทยาลัย ซึ่งเพิ่งก่อตั้งที่วัดเป็นรุ่นแรก เรียนอยู่ประมาณ 3 –4 ปี  มีความรู้พอจะสอบเปรียญได้ จึงบรรพชา และสอบได้เปรียญธรรม 3 – 4- 5 ประโยคตามลำดับ โดยสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยในปี พ.ศ.2459 ขณะอายุได้ 19 ปี ได้รับประกาศนียบัตรหมายเลข ๑ จากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และหลังจากนั้นก็ได้รับความไว้วางใจจาก พระศรีวิสุทธิวงศ์ ( เฮง เขมจารี ) ผู้อำนวยการสอนบาลีวิทยาลัยให้เป็นครูสอนของวิทยาลัยด้วย

ในราวหนึ่งปีถัดมา สามเณรกิมเหลียงซึ่งอายุครบ 20 ปีได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ แต่อยู่ได้แค่เดือนเดียวก็ออกมารับราชการที่กองการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ในตำแหน่งเสมียน เมื่อวันที่  16 พฤษภาคม  พ.ศ. 2461 โดยในระหว่างรับราชการ กิมเหลียงได้เรียนกฏหมายไปด้วย จนสอบได้ภาค 1 แต่ยังไม่ทันสอบภาค 2 ก็ต้องย้ายไปเป็นผู้ช่วยเลขานุการสถานฑูตไทยในกรุงปารีส ในปี พ.ศ.2463  ซึ่งการรับราชการที่ปารีสนี่เอง ทำให้กิมเหลียง ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงวิจิตรวาทการ ” ใน พ.ศ. 2467

ภาพนิ่ง2และในระหว่างรับราชการที่ปารีส หลวงวิจิตรวาทการก็ไม่ทอดทิ้งการใฝ่หาความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินเดือนเพื่อซื้อหนังสือมากกว่าอย่างอื่น การเข้าเรียนในโรงเรียนฝึกฝนมันสมอง ที่เรียกว่า Pelman Institute  การเข้าศึกษากฏหมายที่มหาวิทยาลัยปารีส ควบคู่กับการศึกษารัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์ โดยแต่ก็ไม่ทันได้รับปริญญาทั้งสองที่ เพราะต้องย้ายไปเป็นเลขานุการสถานฑูตไทยกรุงลอนดอน ใน พ.ศ.2469

การย้ายไปอยู่ลอนดอน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีของกิมเหลียง เพราะตอนที่อยู่ปารีส หลวงวิจิตรวาทการเคยบ่นว่า “….ข้าพเจ้าไม่รักงานการทูตเท่าไหร่นัก เห็นจะเป็นที่ต้องอยู่ภายใต้งานหนักและความยากลำบาก ประกอบกับความเข้มงวดกวดขัยของท่านอัครราชทูต….” ครั้นเมื่อมาอยู่ลอนดอน ท่านบอกว่า “….ดูเหมือนข้าพเจ้าจะชอบชีวิตในลอนดอนมากกว่าในปารีส…..”

แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขของคนเรามักจะสั้นเสมอ หลวงวิจิตรวาทการอยู่ในลอนดอนได้ไม่นาน ก็ถูกเรียกตัวกลับมารับราชการในเมืองไทย กลับมาคราวนี้ท่านได้หมุนเวียนปฏิบัติหน้าที่หลายตำแหน่งในกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่เป็นผู้ช่วยชั้นหนึ่ง กองที่ปรึกษา เป็นปลัดกองสันนิบาตชาติ เป็นหัวหน้ากองการกงสุล หัวหน้ากองการทูต หัวหน้ากองการเมือง จนกระทั่งได้เป็นอธิบดีกรมการเมือง เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2475

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย หลวงวิจิตรวาทการก็ยังคงปฏิบัติราชการในกระทรวงการต่างประเทศอย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่ภารกิจที่เพิ่มมาคือการปาฐกกถาให้ความรู้แก่พระภิกษุสามเณรในวัดมหาธาตุอย่างน้อยเดือนละครั้ง นอกจากนี้ ท่านยังใช้เวลาส่วนหนึ่งเขียนหนังสือ และตั้งโรงพิมพ์ “วิริยานุภาพ” ออกหนังสือพิมพ์วิชาการชื่อ “ดวงประทีป” ซึ่งดำเนินกิจการมาได้ระยะหนึ่งก็โอนกิจการให้กับบริษัท “ไทยใหม่” ส่วนตัวหลวงวิจิตรวาทการเองก็ได้ลาออกจากราชการมาเป็นนักเขียนของหนังสือพิมพ์ “ไทยใหม่” อย่างเต็มตัว

28 เมษายน 2556

พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ นักปราชญ์ผู้อาภัพของเมืองไทย

บุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่ผมชื่นชมความรู้ความสามารถและผลงานของท่านมาตั้งแต่เรียน ม.ต้น จนถึงปัจจุบัน จนไม่อาจละเลยการนำเอาเรื่องราวของท่านมาถ่ายทอดในบล็อก “ไอดอลแมน ” นี้ได้ คือ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ  ( พ.ศ.2446 – 2505 ) ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์อัจฉริยะของเมืองไทย


หลวงวิจิตรวาทการ

ก่อนที่จะนำเสนอประวัติ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ โดยละเอียด เรามาดูกันก่อนว่า สิ่งใดที่บ่งบอกความเป็นนักปราชญ์ของท่านบ้าง และเพราะอะไร ผมจึงกล่าวว่า พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นนักปราชญ์ผู้อาภัพ


ความเป็นปราชญ์ของท่านเริ่มฉายแววตั้งแต่วัย 5 ขวบก่อนที่จะได้เข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ ด้วยการเรียนเขียนตัวหนังสือไทยที่พ่อของท่านเขียนตัวอย่างใส่กระดานชนวนไว้ให้ก่อนจะออกไปค้าขายกับแม่ท่านทุกๆวัน ทางบ้านก็จะมียายคอยกำกับดูแลการเขียนหนังสือ และมีย่าคอยเล่านิยาย( วรรณคดี ) จำพวกรามเกียรติ์ ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี อิเหนา ให้ท่านฟังก่อนนอน จนเรื่องเหล่านั้นอยู่ในสมองท่านก่อนจะเริ่มหัดอ่านหนังสือได้เองด้วยซ้ำ


พออายุได้ 8 ขวบ ท่านได้เข้าเรียนในโรงเรียนวัดขวิด ตำบลสะแกกรัง อุทัยธานี บ้านเกิดของท่าน ในระหว่างนั้น คุณตาของท่าน คือ หลวงสกลรักษา นายอำเภอสะแกกรัง ก็ได้เรียกท่านไปหัดเขียนสำนวนฟ้อง ซึ่งท่านก็เรียนรู้ได้ดี แต่น่าเสียดายที่พ่อแม่ไม่มีทุนทรัพย์ให้เรียนต่อ ท่านจึงต้องหักเหมาเรียนทางธรรม โดยบรพพชาเป็นสามเณรที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์วรมหาวิหารเมื่อท่านอายุได้ 13 ปี

หลวงวิจิตรวาทการขณะเป็นสามเณร
  ท่านศึกษานักธรรมบาลี จนสำเร็จหลักสูตรนักธรรมชั้นเอก   และเปรียญธรรม 5 ประโยค เมื่อท่านอายุได้ 20 ปี โดยสอบได้ลำดับที่ 1 และได้รับประกาศนียบัตรจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ 6)


ว่ากันว่า ในระหว่างที่ศึกษานักธรรมบาลีนั้น ท่านยังแอบศึกษาวิชาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสควบคู่ไปด้วย จนมีความรู้แตกฉาน สามารถแปลพงศาวดารเยอรมันจากอังกฤษเป็นไทย โดยใช้นามปากกา “แสงธรรม”

หลังจากสำเร็จเรียนจบเปรียญธรรม 5 ประโยคเมื่ออายุ 20 ปี ท่านได้อุปสมบทอยู่หนึ่งเดือน ก่อนจะลาสิกขาบทออกมารับราชการ โดยเริ่มต้นที่กองการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และหลังจากนั้นท่านก็ได้รับราชการในตำแหน่งสำคัญๆของประเทศอีกหลายตำแหน่ง หลวงวิจิตรวาทการไม่ว่าจะเป็นเลขานุการสถานฑูตไทยในกรุงปารีสและกรุงลอนดอน หัวหน้ากองการกงสุล กองการฑูต และกองการเมือง ในกระทรวงการต่างประเทศตามลำดับ เป็นผู้ช่วยอธิบดีกรมการเมือง เป็นเจ้ากรมปกาสิต    ( ชื่อกรมในขณะนั้น) เป็นอธิบดีกรมศิลปรการคนแรก เป็นรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการหลายกระทรวง  เป็นเอกอัครราชฑูต และตำแหน่งสูงสุดของท่านก็เห็นจะเป็น ปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรี ( เทียบเท่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน )



หลวงวิจิตรวาทการ
ตลอดระยะเวลาที่ท่านรับราชการในตำแหน่งต่างๆดังกล่าว ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างเต็มกำลังความสามารถ  ได้สร้างคุณูประโยชน์ให้ประเทศชาติสืบต่อมาถึงรุ่นหลังไม่น้อย ที่เห็นเด่นชัดคือ ท่านเป็นผู้ปฏิวัติภาพลักษณ์ของอาชีพ “เต้นกินรำกิน” โดยการจุดประกายความสำคัญของการดนตรี ละคร และนาฏศิลป์ ในสมัยที่ท่านเป็นอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งแม้ในยุคแรกๆ ดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจหรือการให้ความสำคัญจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเท่าใดนัก แต่ท่านก็ยืนหยัดต่อสู้ จนกระทั่งวิชาชีพดังกล่าวได้รับการยอมรับในสังคมมาถึงทุกวันนี้

และในระหว่างการรับราชการ นอกจากการทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่แล้ว หลวงวิจิตรวาทการยังสรา้งสรรค์ผลงานด้านการประพันธ์ ปาฐกถา ออกมามากมาย โดยเฉพาะผลงานประพันธ์ที่ท่านชื่นชอบ และได้เริ่มงานประพันธ์เล็กๆน้อยๆมาตั้งแต่อายุ 16 –17 ก่อนจะมาจับงานนี้อย่างจริงจังตั้งแต่ท่านอายุ 29 ปีในระหว่างรับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ และได้ประพันธ์หนังสือต่างๆออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตท่านนับได้มากกว่า 100 เล่ม ซึ่งมีทั้งบทประพันธ์ที่เป็นนวนิยาย บทละคร บทเพลง ผลงานวิชาการ ซึ่งมีการกล่าวขวัญกันว่า ท่านเป็นผู้ที่มีสมองโลดแล่น และสร้างงานประพันธ์ได้รวดเร็วอย่างประหลาด และเป็นที่น่าทึ่งว่า ทั้งๆที่ท่านทำงาน ( รับราชการ ) หนักมาตลอด ( จะมีช่วงลาออกจากราชการไปเป็นเป็นนักประพันธ์อย่างเดียวก็แค่ไม่กี่ปี ) แต่ทำไมถึงยังสร้างสรรค์ผลงานที่ทรงคุณค่ามหาศาลออกมาได้ขนาดนั้น ท่านเอาเวลาที่ไหนไปเขียนไปแต่ง ซึ่งเจ้าตัวเคยให้คำตอบไว้อย่างน่าฟังว่า

“….อันที่จริงเวลาของคนเรานั้นย่อมจะมีอยู่เสมอ ถ้าหากมีความตั้งใจจริง ที่จะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ เวลาจะล่วงช้าไปถ้าเราใช้ประโยชน์ และจะล่วงเร็วไปถ้าเราไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์อะไร….”


เรื่องน่าทึ่งอีกอย่างที่หลายคนคงไม่รู้ คือ หลวงวิจิตรวาทการที่ได้ชื่อว่าเป็นนักพูดชั้นแนวหน้าของไทย ( ดูได้จากชื่อ วิจิตรวาทการ) แต่ตัวท่านเองกลับมีอาการ “ติดอ่าง” ซึ่งเหมือนกับเป็นการกลั่นแกล้งจากธรรมชาติให้ถ่วงดุลอำนาจกับมันสมองที่ปราชญ์เปรื่องของท่าน ว่ากันว่า ตัวท่านเองก็เคยท้อใจอยู่บ้างเวลาต้องออกไปพูดหรือปาฐกถาที่ใด แม้จะเรียบเรียงบทพูดมาเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ยังดีที่ว่า อาการติดอ่างนั้นจะเกิดขึ้นแค่ใน 2-3 นาทีแรก และต่อมาท่านก็ได้รักษาอาการนี้จนหายได้ในที่สุด

ด้วยความรู้ความสามารถระดับอัจฉริยะที่ท่านมีอยู่ น่าจะทำให้ชีวิตของท่านผู้นี้เป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นเหลือ เป็นตำนานแห่งบุคคลต้นแบบระดับแนวหน้าของเมืองไทย แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้นเสียทั้งหมด เพราะยังมีบางแง่มุมของชีวิตหลวงวิจิตรวาทการ ที่เป็นความอาภัพซึ่งควรได้รับความเห็นใจจากผู้ที่ได้ทราบ

จุดเริ่มต้นความอาภัพในชีวิตของท่าน อาจจะมาจากการเป็นนักประพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นในระหว่างที่ท่านรับราชการไปด้วย หรือช่วงที่ท่านลาออกจากราชการมาจับงานประพันธ์เต็มตัวอยู่ช่วงหนึ่ง แม้จะไม่ปรากฏว่าท่านมีความเป็นอยู่ที่ความยากลำบากหรือเดือดร้อนจากการเป็นนักประพันธ์  ซ้ำในทางตรงข้าม ดูเหมือนว่า ท่านจะประสบความสำเร็จในชีวิตการเป็นนักประพันธ์อย่างมากมายด้วยซ้ำ ถึงขนาดเคยเอ่ยปากเองว่า ผลจากการเป็นนักประพันธ์ในระหว่างที่ลาออกจากราชการ  ทำให้มีรายได้ดีกว่าช่วงที่รับราชการอยู่ด้วยซ้ำ และผลงานประพันธ์หลายชิ้นของท่านก็ยังคงเป็นอมตะมาถึงปัจจุบัน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ปราชญ์นักประพันธ์ท่านนี้ก็ยอมรับเองว่า ชีวิตนักประพันธ์โดยมากย่อมจะอาภัพ และอาภัพมากกว่าสาขาอาชีพอื่น นักเขียนคนหนึ่งกว่าจะได้รับเกียรติยศให้เข้าขั้นนักประพันธ์นั้นต้องทำงานอย่างเอาชีวิตเข้าแลกทุกคน นักประพันธ์คนหนึ่งกว่าจะเป็นนักประพันธ์ที่ดีได้ ต้องได้เคยช้ำอกช้ำใจมาแล้วตั้งหลายครั้งหรือเกือบตลอดชีวิต และท่านก็เคยสั่งเสียไว้ว่า ถ้าจะเป็นนักประพันธ์ ก็ต้องตรึกตรองดูให้ดีก่อนว่าจะยอมตายหรือไม่ ถ้ายังไม่สมัครใจใจที่จะอดตายก็ควรเลิกความคิดที่จะเป็นนักประพันธ์

จากแนวคิดของท่าน สะท้อนให้เห็นถึงวิถึชีวิตของนักประพันธ์ในสมัยนั้นว่าอาภัพเพียงใด แม้จะไม่ได้บอกกล่าวถึงชีวิตของตัวเองโดยตรง แต่ก็น่าจะทำให้คิดได้ว่า ท่านคงต้องเคยผ่านวิถีชีวิตแบบนั้นมาแล้วไม่มากก็น้อย
มุมชีวิตที่น่าเห็นใจอีกอย่างหนึ่งของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการก็คือ หลายครั้งที่ความรู้ความสามารถที่ท่านมี กลับไม่ได้ช่วยให้ท่านโดดเด่นขึ้นมาเท่าที่ควร ซ้ำบางช่วงเวลา ยังเกือบจะทำให้ท่านเดือดร้อนเสียอีก โดยเฉพาะบนวิถีทางการเมือง!!!!!

ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง พ.ศ.2475 โดยคณะราษฎร์ ซึ่งหลายคนที่เป็นผู้นำในกลุ่มดังกล่าว ( หนึ่งในนั้นคือ ท่านปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ) เป็นเพื่อนสนิทของหลวงวิจิตรวาทการ แต่ตัวท่านเองกลับไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมกลุ่ม และแม้เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ท่านก็ไม่ได้มีรายชื่อเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนั้นไปต่างๆนานา บ้างก็ว่าเพราะท่านกลัวราชภัยจึงไม่กล้าเข้าร่วมแต่แรก แต่จะคอยหาโอกาสชุบมือเปิบภายหลัง และเมื่อท่านก่อตั้งคณะการเมืองขึ้นภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เสมือนว่าจะแข่งกับคณะราษฎร์ ก็ยิ่งเหมือนเพิ่มประแสวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น  แต่ท่านก็ไม่ได้ออกมาชี้แจงหรือให้ความกระจ่างในเรื่องนี้มากนัก นอกจากจะบอกปัดไปว่า “ไม่มีใครจะทราบดีไปกว่าผู้เริ่มก่อการ ( คณะราษฏร์) ซึ่งเป็นเพื่อนของข้าพเจ้ากับตัวข้าพเจ้าเอง ” และขู่จะฟ้องศาลฐานหมิ่นประมาทหากมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นต้นตอการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว

จอมพล ป.พิบูลสงคราม
ต่อมาเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงครามเรืองอำนาจ หลวงวิจิตรวาทการมีภาพลักษณ์ออกมาในฐานะขุนพลคู่ใจจอมพล ป. โดยมีบทบาทในการช่วยปลุกกระแสความรักชาติ ผ่านทางบทประพันธ์ ทั้งบทละคร เพลง หรือแม้แต่นวนิยายของท่าน ซึ่งถึงแม้ผลงานดังกล่าวของท่านหลายชิ้นยังคงเป็นอมตะมาถึงวันนี้ เช่น เพลงปลุกใจต่างๆ เป็นต้น แต่กลับส่งผลลบต่อตัวผู้ประพันธ์ในสายตาคนจำนวนไม่น้อยในสังคม ที่มองว่า ท่านเป็นผู้คลั่งไคล้ลัทธิชาตินิยมจนเกินเหตุ
ยิ่งเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้โค่นล้มอำนาจรัฐบาลหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ( ปรีดี พนมยงค์ ) หลวงวิจิตรวาทการในฐานะผู้ใกล้ชิดจอมพล ป.ก็พลอยถูกมองเป็นพวกเผด็จการไปด้วย โดยเฉพาะจากกลุ่มคนที่นิยมและสนับสนุนหลวงประดิษฐ์มนูธรรม  ยิ่งไปกว่านั้น ต่อมาเมื่อจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ ได้กระทำรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. แล้วขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมอบหมายให้หลวงวิจิตรวาทการดำรงตำแหน่งปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ยิ่งมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นอีก ด้วยความที่ท่านเคยเป็นคนสนิทของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ถูกยึดอำนาจ

และจากการที่ท่านถูกมองว่าเป็น “ผู้เลื่อมใสลัทธิชาตินิยมอย่างรุนแรง” ได้กลายมาเป็นสิ่งที่ส่งผลร้ายต่อท่านภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง อันเนื่องมาในระหว่างสงคราม รัฐบาลไทยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ร่วมมือกับญี่ปุ่นประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร หลวงวิจิตรวาทการต้องทำหน้าที่ปลุกระดมกระแสความรักชาติ รวมไปถึงถูกส่งไปเป็นเอกอัครราชฑูตประจำกรุงโตเกียว จนกระทั่งสงครามจบ ด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร ท่านเป็นหนึ่งใน 35 ผู้ต้องหาคดีอาชญากรสงคราม ตามหมายจับของนายพลแม็คอาร์เธอร์ ผู้บัญชาการกองทัพอเมริกัน ทำให้ท่านถูกจับกุมคุมขังทั้งในญี่ปุ่นและคุกของไทยเราเองรวมเวลากว่าครึ่งปี ก่อนที่ศาลฎีกาของไทยจะพิพากษาว่า พระราชบัญญัติอาชญากรสงครามเป็นโมฆะ ท่านจึงได้รับการปล่อยตัว

มีบทบันทึกที่น่าสะท้อนใจ ที่ท่านเขียนไว้ในระหว่างถูกคุมขังที่เมืองไทยเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2489 เล่าว่า ท่านตื่นมาได้ยินเสียงหมู่นักโทษหญิงในเรือนจำร้องเพลงปลุกใจ ซึ่งเป็นล้วนแต่เป็นเพลงที่ท่านแต่งทั้งนั้น ผู้คุมบอกท่านว่าทางการมีนโยบายให้นักโทษร้องเพลงเหล่านั้นเพื่ออบรมจิตใจให้รักชาติ ทำให้ท่านถึงกับรำพันว่า “….เป็นเรื่องน่าขบขัน เพราะว่าทางหนึ่งทางการได้ให้นักโทษร้องเพลงชาติที่เราแต่ง ส่วนอีกทางหนึ่ง ตัวเราผู้แต่งเพลงเหล่านั้นเองต้องมาอยู่ในห้องขัง และการที่ต้องมาอยู่ในห้องขัง ก็เพราะเรื่องรักชาตินั้นเอง…..”
ถึงแม้ว่าอาจจะมีความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาอยู่บ้าง แต่หลวงวิจิตรวาทการก็ไม่เคยท้อถอยหรือสูญสิ้นศรัทธาในการอุทิศชีวิตเพื่อการทำงาน และสร้างสรรค์สิ่งดีๆฝากไว้สู่คนรุ่นหลัง ด้วยแนวคิดสำคัญที่ว่า
“ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง อุปสรรคคือหนทางแห่งความสำเร็จอันดี ชีวิตที่ไม่เคยประสพการต่อสู้ ย่อมเป็นชีวิตที่อ่อนแอ บุคคลที่ไม่เคยมีสัตรู จะเป็นผู้เข้มแข็งไม่ได้”